x close

ชี้เป้าแฟรนไชส์อาหาร 2564 ขายอะไรดี ปี 2021 คืนทุนไว กำไรงาม

          ช่วงโควิดขายอะไรดี ที่เป็นอาหารทำง่าย ขายง่าย ได้กำไรมาก ลองมาดูแฟรนไชส์อาหารน่าลงทุน ปี 2564 จะทำเป็นอาชีพหลัก หรืออาชีพเสริมก็น่าสนใจ

          หลังจากโควิด 19 แพร่ระบาด ก็ทำให้คนจำนวนไม่น้อยหันมาประกอบธุรกิจส่วนตัวกันมากขึ้น และแน่นอนว่าอาชีพแรก ๆ ที่คนนึกถึงก็คือการขายอาหารนี่ล่ะ เพราะยังไงทุกคนต้องกินต้องดื่มอยู่แล้ว ย่อมมีโอกาสที่จะขายได้ง่ายกว่าสินค้าประเภทอื่น ๆ

          อย่างไรก็ตาม หลายคนไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นขายอาหารอย่างไรดี เลยสนใจจะซื้อแฟรนไชส์แทน ดังนั้นก็ต้องมานั่งคิดต่อว่า แล้วจะเลือกแฟรนไชส์อาหารประเภทไหนดีนะถึงขายง่าย ได้กำไรไม่ยาก วันนี้กระปุกดอทคอมจึงรวบรวมข้อมูลแฟรนไชส์อาหารน่าลงทุน ปี 2564 มาแนะนำกัน

1. แฟรนไชส์กาแฟ
          ขายง่าย ขายดีสุด คงต้องยกให้กาแฟที่คนนิยมดื่มทุกวัน แต่ถ้าไม่มีเงินทุนมากพอที่จะเปิดร้านกาแฟในฝัน ลองมองธุรกิจแฟรนไชส์กาแฟดูก็ไม่เลว หากตั้งร้านได้ในทำเลเจ๋ง ๆ อย่างใกล้ออฟฟิศ ใกล้ตลาด ย่อมมีโอกาสคืนทุนได้ไว และทำกำไรได้มากทีเดียว

ตัวอย่างแฟรนไชส์กาแฟ

          Shake C coffee : แฟรนไชส์กาแฟงบประหยัดสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจ เพราะราคาแพ็กเกจถูกสุดอยู่ที่ 5,900 บาท เท่านั้น เชคเขย่าขายง่าย ๆ มีให้เลือก 40 สูตร ทั้งกาแฟ น้ำผึ้งมะนาว ชานม ชาผลไม้ ทุกแก้ว 25 บาท กำไรต่อแก้วประมาณ 10-15 บาท คำนวณดูเล่น ๆ ถ้าขายได้วันละ 100 แก้ว เดือนนึงน่าจะทำกำไรได้ถึง 30,000-45,000 บาทเลยนะเนี่ย (ข้อมูลเพิ่มเติม)

          ไร่ช่อลดา คอฟฟี่ : จุดเด่นของแฟรนไชส์กาแฟสด ไร่ช่อลดา คือลงทุนเริ่มต้นเพียง 13,900 บาท พร้อมของแถมจัดเต็ม ขายง่ายได้กำไรเกิน 50% ต่อแก้ว ไม่ต้องมีประสบการณ์ก็ขายได้ ทางร้านจะฝึกอบรมให้ฟรี อุปกรณ์ทุกอย่างขายขาด หากเครื่องเสียก็มีเครื่องสำรองให้ใช้ระหว่างซ่อม (ข้อมูลเพิ่มเติม)

          Coffee Today : แฟรนไชส์แบรนด์ดังที่มีสาขามากมายตามห้างสรรพสินค้า การันตีในเรื่องรสชาติ เหมาะกับคนที่มีงบประมาณสูง อยากเปิดร้านใหญ่ขึ้นมาหน่อย โดยจะเสียค่าแฟรนไชส์ 50,000 บาท สำหรับสัญญา 3 ปี, ค่า Royalty ปีละ 30,000 บาท และเงินประกันสัญญา 50,000 บาท ที่จะคืนเมื่อหมดสัญญา นอกจากนี้ยังมีเงินลงทุนก่อสร้างตกแต่งร้านและค่าวัตถุดิบต่าง ๆ ที่เราต้องออกเพิ่มเติมด้วย (ข้อมูลเพิ่มเติม)

2. แฟรนไชส์ชานมไข่มุก
          ฮิตมาหลายปีแล้วก็จริง แต่กระแสความนิยมไม่เคยตก เพราะประเทศเราเป็นเมืองร้อน จะหน้าร้อน หน้าฝน หน้าหนาว ก็มีคนซื้อชานมไข่มุกมาเคี้ยวเพลิน ๆ อยู่เรื่อย ขณะที่ธุรกิจแฟรนไชส์ชานมไข่มุกก็มีให้เลือกหลายราคา ตั้งแต่หลักพัน หลักหมื่น ไปจนถึงเต็มรูปแบบอย่างหลักแสน สนใจเจ้าไหนก็ลองหาข้อมูลกันดู

ตัวอย่างแฟรนไชส์ชานมไข่มุก

          CHAMOOK : แฟรนไชส์ชาไข่มุก เริ่มต้นแก้วละ 19 บาท ที่มีลูกค้าไม่ขาดสาย เพราะให้ตักไข่มุกได้เองแบบบุฟเฟ่ต์ แพ็กเกจถูกสุดอยู่ที่ 9,999 บาท ฟรีค่าแฟรนไชส์ ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปี ไม่หักเปอร์เซ็นต์ยอดขาย บอกสูตรและสอนทุกขั้นตอนให้ถึงที่ (ข้อมูลเพิ่มเติม)

          CHA-AN-AN : ชานมไข่มุกต้นตำรับจากไต้หวันที่เจ้าของแฟรนไชส์คิดค้นและสอนสูตรเอง โดยใช้ใบชาจากไต้หวันและอินเดียที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ มีให้เลือกถึง 32 เมนู แบบพ่นไฟที่กำลังฮิตก็มีนะ ราคาแฟรนไชส์เริ่มต้นไซซ์ SX 15,900-19,900 บาท คืนทุนเร็วใน 1-3 เดือน (ข้อมูลเพิ่มเติม)

          Rin Rin Bubble Milk Tea : รินริน แฟรนไชส์ร้านชานมไข่มุกไอเดียเก๋กู้ดที่ให้ลูกค้าสั่งเครื่องดื่มจากหน้าร้านผ่านทางโทรศัพท์ ซึ่งมีให้เลือกเกือบ 30 เมนู เลยเป็นจุดขายที่น่าสนใจ ตอนนี้มีสาขามากกว่า 100 แห่ง ทั่วประเทศ ค่าแฟรนไชส์อยู่ที่ 129,000 บาท (ไม่รวมโครงสร้างร้าน) และไม่ต้องจ่ายรายปี (ข้อมูลเพิ่มเติม)

3. แฟรนไชส์พิซซ่า
          พิซซ่าหน้าแน่น ๆ ทำสดใหม่ ยังคงถูกใจทุกเพศ ทุกวัย แถมยังเป็นแฟรนไชส์ที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนสูงเท่าไร หลักพันก็เปิดร้านได้แล้ว ราคาขายก็ไม่แพง แต่ได้กำไรงาม

ตัวอย่างแฟรนไชส์พิซซ่า

          Pizza AloHa : เปิดร้านพิซซ่า อะโลฮ่า ง่าย ๆ ด้วยงบลงทุนเริ่มต้นเพียง 3,900 บาท เท่านั้น พร้อมอบรมการทำพิซซ่าให้ฟรี ไม่ต้องจ่ายค่าแรกเข้า หรือค่าธรรมเนียมใด ๆ อีก จัดว่าเป็นแฟรนไชส์ที่ลงทุนน้อย คืนทุนได้เร็ว เพราะขายหน้าร้านถาดละ 49-69 บาท แต่ได้กำไรประมาณ 40-50% เลยทีเดียว (ข้อมูลเพิ่มเติม)

          PJ Pizza : จุดเด่นอยู่ที่เนื้อแป้งพิซซ่าเหนียวนุ่ม และรสชาติที่เข้ากับคนไทย โดยเฉพาะหน้ารวมมิตรทะเล และหน้าทุเรียน ขายเริ่มต้นแค่ถาดละ 49 บาท ไม่เก็บค่าแรกเข้า ไม่มีค่าธรรมเนียมและส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์การขาย หากสนใจเลือกลงทุนได้ 2 รูปแบบ คือ ชุดเล็ก 8,000 บาท และชุดกลาง 30,000 บาท (ข้อมูลเพิ่มเติม)

          I am Pizza : อีกหนึ่งแฟรนไชส์พิซซ่าที่ขายดี ด้วยแป้งสูตรลับเฉพาะ และหน้าพิซซ่าที่หลากหลาย ลงทุนเริ่มต้นที่ 9,999 บาท แต่ถ้าต้องการอุปกรณ์ครบชุด 15 รายการ พร้อมเปิดร้านตามตลาดนัด ทางแบรนด์ก็มีแฟรนไชส์ชุดกลาง ราคา 20,000 บาท ให้เลือก พร้อมให้คำปรึกษาในการทำการตลาดด้วย  (ข้อมูลเพิ่มเติม)

4. แฟรนไชส์ไก่กรอบเกาหลี
          ไก่ทอดธรรมดาก็ขายดีอยู่แล้ว แล้วนี่เป็นไก่ทอดเกาหลีที่ราดซอสชุ่มฉ่ำ เลือกรสชาติได้อีก ก็ยิ่งถูกปากคนไทยเข้าไปใหญ่ ใครกินก็ติดใจ บางร้านยังมีเมนูข้าวมาจับกลุ่มลูกค้าที่อยากอิ่มนาน ๆ เพิ่มด้วย

ตัวอย่างแฟรนไชส์ไก่กรอบเกาหลี

          ไก่ทอดโอปป้า : แฟรนไชส์ไก่กรอบซอสเกาหลีที่มีซอสให้เลือกถึง 5 รสชาติ ขายเริ่มต้นเพียงชิ้นละ 10 บาท นอกจากนี้ยังมีเมนูข้าว อย่างข้าวยำไก่แซ่บ ข้าวไก่กรอบซอสพริกเกาหลี ตอบโจทย์ทั้งคนอยากกินอาหารจานหลักและอาหารว่าง ราคาแฟรนไชส์เริ่มต้น 19,900 บาท ถ้าได้ทำเลเหมาะ ๆ สามารถคืนทุนได้ภายใน 1-2 เดือนเลยล่ะ (ข้อมูลเพิ่มเติม)

          Indy fried chicken : ร้านนี้รับประกันความแซ่บด้วยไก่ทอดเกาหลีซอส 7 รส ทั้งซอสหม่าล่า จิ้มแจ่ว บาร์บีคิว น้ำผึ้งมะนาว ฯลฯ งบลงทุนเริ่มต้นแค่ 5,900 บาท เท่านั้นเอง ทางร้านบอกเองว่าถ้าได้ทำเลเหมาะ ๆ มีโอกาสทำกำไรหลักหมื่น-หลักแสน คืนทุนได้ภายในไม่กี่วัน (ข้อมูลเพิ่มเติม)

          Chicka Cheese : ไก่ทอดราดซอสเข้มข้นสูตรพิเศษที่มีให้เลือกหลากหลายเมนู เด็ดสุดก็คือไก่ทอดราดชีส หรือถ้าอยากอิ่มท้องก็มีเมนูอาหารจานเดียวแนะนำ อย่างมาม่าเกาหลีผัดซอส ข้าวยำไก่แซ่บซอสมาม่าเผ็ดเกาหลี, ข้าวผัดกิมจิคั่วไข่ดาว ฯลฯ งบลงทุนเริ่มต้นอยู่ที่ 200,000 บาท (ข้อมูลเพิ่มเติม)

5. แฟรนไชส์ซูชิ
          ข้าวปั้นสไตล์ญี่ปุ่นแต่รสชาติอร่อยถูกใจคนไทย จุดเด่นอยู่ที่มีเมนูให้เลือกหลายหน้า กินได้ไม่เบื่อ ราคาต่อชิ้นไม่แพงมาก ลงทุนได้หลายระดับตั้งแต่ขายตามตลาดนัดไปจนถึงร้านขึ้นห้าง มีงบประมาณแค่ไหนก็ลองพิจารณากันดู

ตัวอย่างแฟรนไชส์ซูชิ

          ซูชิล้นปาก : อร่อยเต็มคำตามชื่อแบรนด์ ด้วยน้ำปรุงรสข้าวสูตรพิเศษ มี 3 แพ็กเกจลงทุนให้เลือก คือ 5,500 7,990 และ 9,990 บาท ไม่ต้องเสียรายปีอีก พร้อมสอนวิธีทำซูชิขาย ระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ยไม่เกิน 1-2 เดือน ขึ้นอยู่กับทำเล (ข้อมูลเพิ่มเติม)

          SUSHI KEN : ซูชิอร่อย ๆ ที่มีจุดขายตรงที่ราคา 10 บาท ทุกหน้า ทุกคำ มีให้เลือกมากกว่า 40 หน้า ถูกใจคนชอบกินของดีราคาถูก เริ่มต้นลงทุนหลักหมื่น มีโอกาสทำกำไรได้วันละพัน ไม่นานก็คืนทุนแล้ว (ข้อมูลเพิ่มเติม)

          Sushi Bear Fire หมีพ่นไฟ : เริ่มต้นแพ็กเกจ S ที่ราคา 45,000 บาท ซึ่งในงบประมาณนี้จะได้คีออส พร้อมอุปกรณ์ประกอบการขาย และทางร้านจะสอนสูตรทำซูชิให้ 35-45 เมนู ข้อดีของแฟรนไชส์นี้ก็คือ จำกัดพื้นที่เขตละ 1 สาขาเท่านั้น จะได้ไม่ต้องแย่งลูกค้ากัน กำไรเฉลี่ย  70-100% ระยะเวลาคืนทุน 2-6 เดือน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับทำเลเป็นหลัก (ข้อมูลเพิ่มเติม)

          หรือถ้าอยากลงทุนแฟรนไชส์อาหารญี่ปุ่นประเภทอื่น ๆ นอกจากซูชิ ก็ลองมาดูไอเดียแฟรนไชส์อาหารญี่ปุ่นกัน

รวม 13 แฟรนไชส์อาหารญี่ปุ่น เมนูหลากหลาย ลงทุนได้ตั้งแต่หลักพันยันหลักหมื่น

6. แฟรนไชส์ปาท่องโก๋
          ไม่แปลกเลยที่ปาท่องโก๋จะติดทำเนียบอาหารขายดี เพราะเป็นของว่างที่กินได้ทุกเวลา ไม่จำเป็นต้องกินคู่กับน้ำเต้าหู้ กาแฟ หรือโจ๊กในตอนเช้าอย่างเดียวแล้วนะ แค่พลิกแพลงใส่ไอเดียลงไปหน่อยก็เพิ่มมูลค่าให้ปาท่องโก๋ได้ ยิ่งจิ้มกับแยม หรือซอสรสชาติต่าง ๆ โอ๊ย...อร่อยฟินมาก ๆ

ตัวอย่างแฟรนไชส์ปาท่องโก๋

          โก๋ป๊ะคะ Kho Pa Ka : ร้านนี้มีปาท่องโก๋รูปแบบใหม่ให้เลือกเยอะมาก ทั้งโก๋เกลียว โก๋โฮลวีต โก๋กล้วยหอม โก๋ซินนามอน โก๋ชาร์โคล โก๋งาดำ โก๋ไส้กรอก มาพร้อมแยม 4 รส เป็นเจ้าของแฟรนไชส์ได้ด้วยงบประมาณ 70,000 บาท (ข้อมูลเพิ่มเติม)

          หลิงฮุ่ย ปาท่องโก๋สเปน : อยากกินปาท่องโก๋สเปน หรือชูโรส กรอบบางนุ่มใน ไม่ต้องไปไหนไกล เพราะร้านนี้มีชูโรสหลายแบบให้เลือก ทั้งชูโรสชาร์โคล, ชูโรสใบไม้, ชูโรสรูปหัวใจ, ชูโรสป๊อป มีท็อปปิ้งให้เลือก 4 รสชาติ ขายได้หลายรูปแบบไม่ซ้ำใคร ใครอยากขายสามารถลงทุนได้ด้วยงบประมาณ 4,999 บาท (ข้อมูลเพิ่มเติม)

          สถานีปาท่องโก๋ : จุดขายของร้านนี้คือมีแป้งปาท่องโก๋ให้เลือกถึง 8 แบบ เช่น แป้งใบเตย งาดำ เนยนม ช็อกโกแลต อัลมอนด์ และมีท็อปปิ้งให้เลือกหลายรสชาติ จึงขายดีตลอดทั้งวัน อยากลงทุนก็เตรียมเงินไว้ 69,000 บาท (เฉพาะในเขต กทม.-ปริมณฑล) แล้วทางร้านจะจัดการให้ทุกอย่าง ทั้งวัตถุดิบ อุปกรณ์เปิดร้าน แต่กำหนดให้ขายเพียง 1 เขต หรือ 1 อำเภอ ต่อ 1 ร้านเท่านั้น ใครมาก่อนก็มีสิทธิ์ก่อน (ข้อมูลเพิ่มเติม)

7. แฟรนไชส์หมูทอด
แฟรนไชส์อาหาร 2564

ภาพจาก mootodmrtoomtam

          ช่วงเช้าที่คนรีบไปเรียน ไปทำงาน ส่วนใหญ่ก็อยากซื้อของกินง่าย ๆ รองท้องไปก่อน อย่างหมูทอดก็จัดอยู่ในลิสต์อาหารขายดี กินกับข้าวเหนียวห่อเดียวอยู่ไปได้ทั้งวัน ที่สำคัญคือ เป็นอาหารที่ทำง่าย ลงทุนน้อย แต่ต้องรู้สูตรหมักหมูให้ถูกปากลูกค้าสักหน่อย

ตัวอย่างแฟรนไชส์หมูทอด

          เฮงจัง หมูทอดกระเทียม : ไม่ต้องมีหน้าร้าน แค่มีครัวในบ้านก็เปิดร้านขายหมูทอดกระเทียมได้แล้ว โดยทางร้านจะสอนเคล็ดลับให้ พร้อมกับมีโค้ชคอยให้ปรึกษา เริ่มต้นลงทุนเพียง 4,999 บาท รับกำไรเต็ม ๆ ไม่ถูกหักเปอร์เซ็นต์ยอดขาย (ข้อมูลเพิ่มเติม)

          หมูทอดกอดคอ : แฟรนไชส์น้องใหม่จากร้านบาร์บีคิวพลาซ่าที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปี 2563 แต่มาแรงทีเดียว เพราะคนซื้อแฟรนไชส์ไม่ต้องหาทำเลเอง มีทีมงานให้คำปรึกษาโดยเฉพาะ และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใด ๆ มี 3 แพ็กเกจให้เลือก คือ ชุดสร้างอาชีพ เริ่มต้น 9,900 บาท, ชุดสร้างฐานะ 34,900 บาท และชุดสร้างรายได้ 59,900 บาท (ข้อมูลเพิ่มเติม)

          ข้าวเหนียวหมูทอด มิสเตอร์ตูมตาม : หมูทอดอร่อย ๆ มาพร้อมข้าวเหนียวนุ่ม ๆ อิ่มอยู่ท้องกำลังดี งบประมาณเปิดร้านเริ่มต้นที่ 9,900 บาท แต่ถ้ายังไม่รู้จะลงทุนรูปแบบไหนดี ทางร้านก็พร้อมให้คำแนะนำเพื่อเลือกเซตแฟรนไชส์ให้เหมาะสมกับทำเลและการลงทุน พร้อมสอนเทคนิคปรุงอาหารอีกเพียบ (ข้อมูลเพิ่มเติม)

8. แฟรนไชส์ขนมปังปิ้ง-ขนมปังไส้ทะลัก
          ไม่ใช่แค่นำขนมปังไปปิ้งแล้วทาเนย นม แยมธรรมดา แต่ยุคนี้เขาพัฒนาให้ขนมปังมีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น ถูกอกถูกใจคนชอบกินขนมหวานเป็นที่สุด แต่จะซื้อแฟรนไชส์เจ้าไหนดี ถึงขายดี ขายปัง ลองมาดูไอเดีย

ตัวอย่างแฟรนไชส์ขนมปังปิ้ง

          ปังเยาวชน : ขนมปังปิ้งเนื้อแน่น เหนียวนุ่ม หลากหลายไส้ ไม่ใส่สี ไม่ใส่สารกันบูด ลงทุนเริ่มต้น 29,000 บาท ได้อุปกรณ์พร้อมเปิดร้านทันที แต่ถ้าใครไม่อยากเป็นร้านแฟรนไชส์ จะซื้อแต่ไส้ เขาก็มีรับสั่งทำตามออร์เดอร์เหมือนกัน (ข้อมูลเพิ่มเติม)

          ปัง เปรี้ยง ปร้าง : ขนมปังสารพัดสูตร สารพัดไส้ไม่เหมือนใคร อยากขายก็มีให้เลือกทั้งแบบเซตปิ้งเตาถ่าน เริ่มต้น 3,990 บาท และเซตปิ้งเตาไฟฟ้า เริ่มต้น 4,590 บาท หรือจะเลือกเซตเดียวพร้อมขายเลยก็ได้ ราคาอยู่ที่ 9,990 บาท (ข้อมูลเพิ่มเติม)

          ลุงเสือปังปิ้งโบราณเตาถ่าน : สังขยาอร่อย ๆ พร้อมขนมปังสูตรโบราณ เด็ดตรงที่มีกลิ่นหอม ๆ ของเตาถ่าน ซึ่งทางร้านการันตีว่ากำไรดีแน่นอน พร้อมอัปเดตเมนูใหม่ให้อยู่เรื่อย ๆ ลงทุนเป็นเจ้าของแฟรนไชส์ได้ในราคาชุดเล็ก 8,900 บาท หรือชุดกลาง 19,900 บาท (ข้อมูลเพิ่มเติม)

9. แฟรนไชส์โรตี

          ขนมหวานที่ได้รับความนิยมมากอีกอย่างก็คือ “โรตี” ซึ่งเห็นเปิดร้านขายกันทั่วบ้านทั่วเมือง ทั้งในตลาด ห้างสรรพสินค้า เดี๋ยวนี้มีสารพัดไส้แถมให้เลือกท็อปปิ้งที่ชอบเองได้ แหวกแนวโรตีแบบเดิม ๆ แต่เพิ่มเติมคือความอร่อย

ตัวอย่างแฟรนไชส์โรตี

          โยโรตีโอ่ง : จุดขายไม่เหมือนใครเพราะเป็นโรตีไร้น้ำมันที่อบด้วยโอ่ง มีไส้ให้เลือกทั้งคาว-หวาน อย่างเช่น พิซซ่าโรล ไก่อบเครื่องเทศ มัสมั่นทูน่า พริกเผาปูอัด ข้าวโพดลูกเกดน้ำผึ้ง กล้วยนมน้ำตาลอ้อย ฯลฯ เริ่มต้นลงทุน 35,000 บาท สำหรับรูปแบบเคาน์เตอร์ และ 55,000 บาท สำหรับร้านพ่วงข้างมอเตอร์ไซค์พร้อมหลังคา (ข้อมูลเพิ่มเติม)

          เป็ดน้อยโรตี (Duckroti) : ร้านโรตีที่มีกิมมิกเป็นเป็ดน้อยสีเหลืองหน้าตาน่ารัก จุดขายอยู่ที่เป็นโรตีสูตรแป้งบางกรอบ หรือที่เรียกกันว่า โรตีทิชชู มีแป้งโรตีและท็อปปิ้งให้เลือกหลายรสชาติ ใคร ๆ ก็ขายได้ เพราะทางร้านใช้แป้งกึ่งสำเร็จรูป สามารถนำไปทอดขายได้เลย แพ็กเกจมินิอยู่ที่ 25,000 บาท หรือถ้าต้องการเคาน์เตอร์ด้วยก็จะมีแพ็กเกจราคา 29,000-39,000 บาท ให้จับจอง (ข้อมูลเพิ่มเติม)

          เอญ่า โรตี : เจ้านี้เป็นโรตีพิซซ่า มีให้เลือกทั้งแป้งบางกรอบ และแป้งหนานุ่ม ใส่ชีสเยิ้ม ๆ เหมือนกับกินพิซซ่าเป๊ะ ชุดพร้อมขายเริ่มต้นที่ 39,000 บาท (ข้อมูลเพิ่มเติม)

10. แฟรนไชส์วาฟเฟิล
          ปิดท้ายด้วยของกินเล่นทำง่ายอย่างวาฟเฟิล แค่มีแป้ง มีสูตร ก็ทำขายได้แล้ว ลงทุนน้อย ขายไม่ยาก เพราะราคาต่อชิ้นไม่แพง บอกเลยว่ากลิ่นหอม ๆ ของวาฟเฟิลที่เพิ่งออกจากเตา เรียกลูกค้าที่เดินผ่านให้หยุดซื้อมาแล้วนักต่อนัก

ตัวอย่างแฟรนไชส์วาฟเฟิล

          วอฟเฟิล คิง : สูตรวาฟเฟิลจากเบลเยียมที่หอม นุ่ม มีให้เลือกถึง 11 รสชาติ ถ้าอยากขายก็จะมีค่าอบรม 3,500 บาท และชุดอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ทางร้านจัดเตรียมไว้ให้พร้อมแล้ว โดยไซซ์ S เริ่มต้นที่ 6,000 บาท ไซซ์ M 13,500 บาท แต่ถ้าต้องการคีออสพร้อมป้ายร้าน และวัตถุดิบทั้งหมด ราคาจะอยู่ที่ 21,000-24,000 บาท คืนทุนไวภายใน 1-2 เดือน (ข้อมูลเพิ่มเติม)

         Pajingko : วาฟเฟิลรูปปลาสอดไส้ เจ้าของเดียวกับแฟรนไชส์ชานมไข่มุก โมชิ เริ่มต้นลงทุนง่าย ๆ แบบไม่ต้องมีเคาน์เตอร์ในราคา 29,000 บาท แต่ถ้าต้องการเคาน์เตอร์ด้วย ราคาจะอยู่ที่ 79,000 บาท (ข้อมูลเพิ่มเติม)

         ทูวาฟเฟิลฮ่องกง : วาฟเฟิลฮ่องกง กรอบนอก นุ่มใน เป็นกระแสในเมืองไทยมาสักพักแล้ว แต่ความนิยมก็ยังไม่เคยตก เพราะรสชาติต่างจากวาฟเฟิลทั่วไป อย่างร้านทูวาฟเฟิลฮ่องกง เขาการันตีว่าขายแล้วคืนทุนเร็ว กำไรดี ลงทุนเพียง 25,900 บาท รับอุปกรณ์ครบชุด (ไม่รวมคีออส) พร้อมขายทันที (ข้อมูลเพิ่มเติม)

ข้อดีของการลงทุนแฟรนไชส์

          ต้องบอกว่าการซื้อแฟรนไชส์มาลงทุนเองเหมาะกับมือใหม่ที่อยากทำธุรกิจ แต่ขาดความรู้ ความชำนาญ จึงมีข้อได้เปรียบ ดังนี้

          1. ลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากแฟรนไชส์จะมีโมเดลต้นแบบเป็นสูตรสำเร็จอยู่แล้ว เราสามารถทำตามกระบวนการขั้นตอนของธุรกิจได้เลย

          2. ประหยัดเวลา ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก ไม่ต้องเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ จึงมีโอกาสประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น

          3. ประหยัดเงินลงทุน เพราะร้านแฟรนไชส์จัดเตรียมวัตถุดิบ อุปกรณ์ และวางระบบต่าง ๆ ให้เกือบหมด พร้อมกับขายวัตถุดิบต่าง ๆ ให้ในราคาที่ถูกกว่าไปหาซื้อเอง

          4. มีรูปแบบการลงทุนให้เลือกหลายขนาดตามงบประมาณ เช่น บางคนสามารถซื้อเฉพาะอุปกรณ์และวัตถุดิบมาเปิดขายที่หน้าบ้านเองได้เลย หรือถ้าอยากลงทุนแบบเต็มตัว ก็สามารถซื้อรูปแบบอื่น ๆ เช่น คีออส, เคาน์เตอร์ หรือเปิดเป็นร้านขนาดใหญ่ตามงบประมาณที่มี

          5. ได้รับสิทธิ์ให้ใช้เครื่องหมายการค้า จึงมีโอกาสขายได้ง่ายกว่า เนื่องจากแบรนด์เป็นที่รู้จักของตลาดแล้ว ไม่ต้องเริ่มทำการตลาดใหม่ตั้งแต่ศูนย์ อีกทั้งยังไม่ต้องใช้งบประชาสัมพันธ์มาก เพราะเมื่อเจ้าของแบรนด์ทำการโฆษณาแบรนด์ ก็เท่ากับโฆษณาร้านให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ไปในตัว

          6. ได้รับความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ จากเจ้าของแฟรนไชส์ ซึ่งโดยปกติแล้วแฟรนไชส์จะจัดอบรมและสอนงานทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้เราทำอาหารขายได้จริง รวมทั้งถ่ายทอดเคล็ดลับและประสบการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเราสามารถนำความรู้นั้นไปต่อยอดได้

ข้อเสียของการลงทุนแฟรนไชส์

          1. มีข้อจำกัดที่ต้องทำตามเงื่อนไขและสัญญาของแฟรนไชส์นั้น เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกสาขา จึงขาดความเป็นอิสระในการดำเนินธุรกิจ และมีโอกาสถูกยกเลิกสัญญาเมื่อทำผิดเงื่อนไข

          2. หากจะซื้อแฟรนไชส์ใหญ่ ๆ จะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง เพราะร้านดัง ๆ มักเก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้า ค่าธรรมเนียมรายปี ค่ารับประกัน รวมทั้งหักเปอร์เซ็นต์ยอดขาย ซึ่งบางเจ้าอาจให้สิทธิ์แฟรนไชส์เป็นราย 3 ปี 5 ปี ขึ้นอยู่กับสัญญาของแต่ละแบรนด์

          3. ภาพลักษณ์ของธุรกิจผูกติดกันทุกสาขา เช่น ถ้ามีสาขาใดสาขาหนึ่งมีข่าวเชิงลบ กระทบต่อภาพลักษณ์ ก็อาจส่งผลต่อร้านของเราไปโดยปริยาย
 

          หากยังไม่แน่ใจเรื่องการลงทุนแฟรนไชส์ ลองมาอ่านคู่มือเบื้องต้นของการทำธุรกิจแฟรนไชส์สำหรับมือใหม่ที่บทความนี้

มือใหม่อยากทำแฟรนไชส์ เริ่มแบบไหนดีถึงจะรุ่ง

          ในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้ ถ้าอยากทำธุรกิจขายอาหารแต่ตั้งต้นไม่ถูก การซื้อแฟรนไชส์ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ ใครถนัดอาหารประเภทไหน ก็สามารถหาทำเลเหมาะ ๆ แล้วติดต่อสอบถามข้อมูลจากแฟรนไชส์นั้น ๆ เพื่อเปิดร้านกันได้เลย อย่างไรก็ตาม อย่าลืมพิจารณาข้อดี-ข้อเสียของการซื้อแฟรนไชส์ให้รอบคอบก่อนลงทุนด้วยนะ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
อ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ..คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ เขียนเลย
ชี้เป้าแฟรนไชส์อาหาร 2564 ขายอะไรดี ปี 2021 คืนทุนไว กำไรงาม โพสต์เมื่อ 19 มีนาคม 2564 เวลา 15:37:59 169,135 อ่าน
TOP