x close

ม.33 เรารักกัน ช่วยเหลือกลุ่ม ประกันสังคมมาตรา 33 สำหรับมนุษย์เงินเดือน

          ม.33 เรารักกัน มาตรการช่วยเหลือกลุ่ม ประกันสังคมมาตรา 33 หรือ ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แจก 4,000 บาท โดยการ ลงทะเบียน ม.33 เรารักกัน ผู้ประกันตนมาตรา 33 คือใครบ้าง จ่ายเงินสมทบเท่าไหร่ ได้รับเงินเยียวยา หรือสิทธิประโยชน์ว่างงานอย่างไร มาเช็กสิทธิประกันสังคมมาตรา 33 กันเลย

ม.33 เรารักกัน คือ โครงการที่รัฐบาลจัดทำขึ้นเพื่อเป็นการเยียวยาช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม มาตรา 33 จำนวน 9.27 ล้านราย โดยการจ่ายเงินช่วยเหลือจำนวน 4,000 บาท ให้กับผู้ที่ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.ม33เรารักกัน.com ในช่วงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ - 7 มีนาคม 2564

ต่อมา ครม. มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยในส่วนของผู้ประกันตน มาตรา 33 จะมีการเพิ่มเงินช่วยเหลือผู้ประกันตนในโครงการ ม.33 เรารักกัน รอบ 2 อีกสัปดาห์ละ 1,000 บาท เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ในช่วงเดือนพฤษภาคม

ม.33 เรารักกัน ใครได้บ้าง

สำหรับผู้ที่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือ ม.33 เรารักกัน ต้องมีคุณสมบัติดังนี้

  • สัญชาติไทย
  • เป็นผู้ประกันตน มาตรา 33 หรือเคยเป็นผู้ประกันตน มาตรา 33 เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564
  • ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
  • ไม่เป็นผู้ได้รับสิทธิเราชนะ
  • ไม่มีเงินฝากในสถาบันการเงินรวมกันเกิน 500,000 บาท (ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563)

ม.33 เรารักกัน เงินเข้าวันไหน

สำหรับเงินช่วยเหลือจะแบ่งจ่ายงวดละ 1,000 ผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตัง ใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการกับร้านค้าภายใต้โครงการ ได้ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม - 31 พฤษภาคม 2564 โดยมีกำหนดการจ่ายดังนี้

  • งวดที่ 1 วันที่ 22 มีนาคม 2564
  • งวดที่ 2 วันที่ 29 มีนาคม 2564
  • งวดที่ 3 วันที่ 5 เมษายน 2564
  • งวดที่ 4 วันที่ 12 เมษายน 2564

ม.33 เรารักกัน รอบ 2

โครงการ ม.33 เรารักกัน รอบ 2 กำหนดการโอนเงิน 2 รอบ รอบละ 1,000 บาท วันที่ 24 พฤษภาคม และ 31 พฤษภาคม 2564 โดย ผู้ที่เข้าร่วมโครงการครั้งก่อนอยู่แล้ว ระบบจะโอนเงินให้โดยอัตโนมัติ สามารถนำเงินไปจับจ่ายได้เลย โดยผู้ที่ได้รับสิทธิสามารถใช้จ่ายซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตัง ส่วนผู้ที่ไม่มีสมาร์ตโฟนสามารถใช้สิทธิผ่านบัตรประชาชนแบบสมาร์ตการ์ด และมีการขยายเวลาในการใช้จ่ายไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564

ประกันสังคม มาตรา 33
          ประเทศไทยมีจำนวนคนที่อยู่ในระบบประกันสังคมกว่า 16 ล้านคน ซึ่งเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มากที่สุด คือประมาณ 11 ล้านคน แต่ก็มีหลายคนที่ไม่ทราบว่าตนเองเป็นผู้ประกันตนในมาตรา 33 และได้รับสิทธิประโยชน์หลายด้านนอกเหนือจากการรักษาพยาบาล วันนี้เราจึงรวบรวมสิทธิประกันสังคม สำหรับผู้ประกันตน มาตรา 33 มาบอกกันอย่างละเอียด
ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 คือใคร
มีคุณสมบัติอย่างไร
ประกันสังคมมาตรา 33

          ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 คือ ลูกจ้างที่ทำงานให้กับนายจ้างที่อยู่ในสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป อธิบายง่าย ๆ ก็คือ ลูกจ้างหรือพนักงานบริษัทเอกชนทั่วไปนั่นเอง ตรงนี้ถือเป็นผู้ประกันตนภาคบังคับตามพระราชบัญญัติประกันสังคม ที่นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนให้ลูกจ้าง โดยลูกจ้างต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
 

  • ลูกจ้างต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ ในวันเข้าทำงาน
  • สัญชาติไทย หรือเป็นคนต่างด้าวก็สามารถขึ่นทะเบียนประกันสังคม มาตรา 33 ได้
  • กรณีเป็นคนต่างด้าวต้องมีใบอนุญาตทำงาน มีบัตรประจำตัวที่กรมการปกครองออกให้ หรือมีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว
ประกันสังคม มาตรา 33 ขึ้นทะเบียนอย่างไร
          ลูกจ้างไม่ต้องไปขึ้นทะเบียนประกันสังคม มาตรา 33 เอง เนื่องจากการขึ้นทะเบียนเป็นหน้าที่ของนายจ้างที่จะต้องขึ้นทะเบียนลูกจ้างใหม่ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ลูกจ้างเข้าทำงาน โดยนายจ้างจะเป็นผู้ยื่นแบบขึ้นทะเบียนที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ 
ผู้ประกันตน มาตรา 33 จ่ายเงินสมทบเท่าไร

          นายจ้างและลูกจ้างต้องส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน โดยคำนวณจากค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับ ดังนี้
 

  • ลูกจ้าง ส่งเงินสมทบ 5% ของค่าจ้าง คำนวณจากฐานค่าจ้างต่ำสุด 1,650 บาท และสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ดังนั้น ลูกจ้างจะส่งเงินสมทบอยู่ระหว่าง 82.50-750 บาท/เดือน หากใครมีเงินเดือนเกิน 15,000 บาท ก็จะส่งเงินสมทบสูงสุดแค่ 750 บาท เท่านั้น
  • นายจ้าง ส่งเงินสมทบ 5% เท่ากับลูกจ้าง
  • รัฐบาล ร่วมจ่ายสมทบในอัตรา 2.75%


          สำหรับเงินสมทบที่ส่งเข้ากองทุนประกันสังคมนี้ จะถูกแบ่งส่วนออกไปเพื่อคุ้มครองกรณีต่าง ๆ คือ

ประกันสังคมมาตรา 33

สิทธิประโยชน์ประกันสังคม มาตรา 33 มีอะไรบ้าง

          ในบรรดาผู้ประกันตนของประกันสังคมมาตราต่าง ๆ ผู้ประกันตามมาตรา 33 จะได้รับสิทธิประโยชน์มากที่สุด โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

กองทุนประกันสังคม ให้สิทธิประโยชน์ 7 กรณี ซึ่งต้องไม่เกิดจากการทำงาน ได้แก่

          1. กรณีประสบอันตราย หรือเจ็บป่วย ซึ่งไม่เกิดจากการทำงาน
          2. กรณีทุพพลภาพ ซึ่งไม่เกิดจากการทำงาน
          3. กรณีเสียชีวิต ซึ่งไม่เกิดจากการทำงาน
          4. กรณีคลอดบุตร
          5. กรณีสงเคราะห์บุตร
          6. กรณีชราภาพ
          7. กรณีว่างงาน

กองทุนเงินทดแทน ให้ความคุ้มครองเมื่อประสบเหตุอันเนื่องจากการทำงาน 4 กรณี ได้แก่

  • ค่ารักษาพยาบาล จนสิ้นสุดการรักษา
  • ค่าทดแทน ใน 4 กรณี
  • หยุดงาน
  • สูญเสียสมรรถภาพในการทำงาน
  • ทุพพลภาพ
  • ตาย หรือสูญหาย

          ทีนี้เราลองมาทำความเข้าใจในสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม แต่ละข้อกัน

สิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม
1. กรณีเจ็บป่วย ซึ่งไม่เกิดจากการทำงาน
ประกันสังคมมาตรา 33

          เงื่อนไขการใช้สิทธิ : ผู้ที่จะใช้สิทธิรักษาพยาบาลเหล่านี้ได้ ต้องส่งเงินสมทบครบ 3 เดือน ภายใน 15 เดือน ก่อนเดือนที่เจ็บป่วยหรือประสบอันตราย โดยจะได้รับสิทธิซึ่งแบ่งออกได้หลายกรณี คือ
 
  • การเจ็บป่วยปกติ
  • กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินที่ต้องรักษาในโรงพยาบาลอื่นที่ไม่ตรงตามสิทธิ
  • กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต (UCEP)
  • กรณีทันตกรรม
  • การตรวจสุขภาพประจำปี

การเจ็บป่วยปกติ

สิทธิประโยชน์ในสถานพยาบาลตามสิทธิของตัวเอง

  • สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลตามสิทธิ หรือเครือข่ายของสถานพยาบาลนั้นได้ฟรี ทั้งผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน รวมทั้งค่าตรวจสุขภาพและฟื้นฟูสมรรถภาพ
  • กรณีแพทย์ให้หยุดพักรักษาตัว สามารถขอรับเงินทดแทนการขาดรายได้ 50% ของค่าจ้าง แต่ไม่เกิน 90 วันต่อครั้ง และไม่เกิน 180 วัน ภายใน 1 ปีปฏิทิน ยกเว้นป่วยด้วยโรคเรื้อรัง จะได้เงินทดแทนการขาดรายได้ไม่เกิน 365 วัน
          โรคเรื้อรัง ประกอบด้วย
          1. โรคมะเร็ง
          2. โรคไตวายเรื้อรัง
          3. โรคเอดส์
          4. โรคหรือการบาดเจ็บของสมอง เส้นเลือดสมอง หรือกระดูกสันหลังอันเป็นเหตุให้เป็นอัมพาต
          5. ความผิดปกติของกระดูกหักที่มีภาวะแทรกซ้อน
          6. โรคหรือการเจ็บป่วยอื่น ๆ ที่ต้องรักษาตัวนานติดต่อกันเกินกว่า 180 วัน ระหว่างการรักษาทำงานไม่ได้ให้ยื่นเรื่องขอมติคณะกรรมการการแพทย์

สิทธิประโยชน์ในสถานพยาบาลตามความตกลง

          เช่น กรณีถูกส่งตัวไปรักษาต่อในสถานพยาบาลแห่งอื่นตามความตกลง จะสามารถใช้สิทธิได้ในกรณีต่อไปนี้

         1.ค่าบริการทางการแพทย์กรณีบำบัดทดแทนไต

         สำหรับผู้ประกันตนที่เจ็บป่วยด้วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย และได้รับอนุมัติตามเงื่อนไข จะได้รับค่าบริการทางการแพทย์ตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

          ● ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในสถานพยาบาลที่กำหนด ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมง ไม่เกิน 1,500 บาท/ครั้ง และไม่เกิน 4,500 บาท/สัปดาห์

          ● ล้างช่องท้องด้วยน้ำยาอย่างถาวร ให้ค่าตรวจรักษาและค่าน้ำยาล้างช่องท้องพร้อมอุปกรณ์กับสถานพยาบาลนั้นไม่เกินเดือนละ 20,000 บาท เว้นแต่ภายในเดือนแรกและเดือนสุดท้ายที่ได้รับอนุมัติจะจ่ายค่าตรวจรักษาและค่าน้ำยาล้างช่องท้องพร้อมอุปกรณ์ไม่เกินวันละ 750 บาท ตามจำนวนวันที่เหลือในเดือนนั้น

          ● ปลูกถ่ายไต จ่ายให้สถานพยาบาลในอัตรากำหนดตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์

          ● การเตรียมหลอดเลือด หรือสายสวนหลอดเลือดสำหรับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ไม่เกิน 20,000 บาท/ราย/2 ปี หากภายใน 2 ปีนั้นจำเป็นต้องเตรียมหลอดเลือดหรือแก้ไขหลอดเลือด เบิกเพิ่มเติมได้อีกไม่เกิน 10,000 บาท

          ● การวางท่อรับ-ส่งน้ำยาเข้า-ออกช่องท้องพร้อมอุปกรณ์ ให้ไม่เกิน 20,000 บาท/ราย/2 ปี หากภายใน 2 ปีนั้นจำเป็นต้องวางท่อรับส่งน้ำยาล้างช่องท้อง เบิกเพิ่มเติมได้อีกไม่เกิน 10,000 บาท

           ● การให้ยา Erythropoietin จะได้รับสิทธิต่อเมื่อได้รับอนุมัติสิทธิการบำบัดทดแทนไตก่อน

            2. การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต

           สำหรับผู้ประกันตนที่ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือโรคไขกระดูก ตามประกาศกำหนด จะต้องได้รับอนุมัติจากสำนักงานให้เข้ารับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตในสถานพยาบาลที่ทำความตกลงก่อนเข้ารับการตรวจเนื้อเยื่อ โดยสำนักงานเหมาจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ให้สถานพยาบาล ดังนี้

          ● วิธีเนื้อเยื่อตัวเอง อัตรา 750,000 บาท
          ● วิธีเนื้อเยื่อผู้อื่นที่เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน รวมค่าตรวจเนื้อเยื่อ อัตรา 1,300,000 บาท
          ● วิธีเนื้อเยื่อผู้บริจาคที่ขึ้นทะเบียนในฐานข้อมูลศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ อัตรา 1,300,000 บาท (กรณีนี้ผู้บริจาคที่ไม่ใช่พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันต้องชำระค่าตรวจเอง)

           ผู้ประกันตนมีสิทธิรับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต จำนวน 1 ครั้ง ยกเว้นมะเร็งไขกระดูกชนิดมัยอิโลมา มีสิทธิได้รับ 2 ครั้ง

           3. การเปลี่ยนอวัยวะกระจกตา

          ● เมื่อได้รับอนุมัติสิทธิแล้ว สำนักงานจะเหมาจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ 35,000 บาท
          ● จ่ายค่าจัดเก็บและรักษาคุณภาพดวงตาให้แก่สภากาชาดไทย ในอัตราดวงละ 15,000 บาท
          ● กรณีผ่าตัดกระจกตาร่วมกับผ่าตัดต้อกระจกและใส่เลนส์เทียม เหมาจ่ายค่าเลนส์เทียมตามอัตราที่ปรากฏในบัญชีรายการ และอัตราค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค

           4. การปลูกถ่ายอวัยวะ

          จ่ายตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขและอัตรากำหนด

          5. ฮีโมฟีเลีย หรือโรคเลือดออกง่าย

          เมื่อได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย จะได้รับอนุมัติให้ใช้ยาแฟคเตอร์

          6. โรคหัวใจและหลอดเลือดของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์

          จ่ายอัตราค่ารักษาพยาบาลในกรณีต่าง ๆ เช่น การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ การจี้ไฟฟ้าหัวใจ การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจชนิดถาวร การใช้เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจถาวร ฯลฯ

กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินที่ต้องรักษาในโรงพยาบาลอื่นที่ไม่ตรงตามสิทธิ

          เมื่อประสบอันตราย หรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน แต่ไม่สามารถไปรักษาที่โรงพยาบาลตามสิทธิประกันสังคมของตัวเองได้ ให้เข้ารับบริการ ณ สถานพยาบาลอื่นได้ ภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง โดยสำรองจ่ายไปก่อน แล้วค่อยเบิกคืนจากสำนักงานประกันสังคม ในอัตราดังนี้

สถานพยาบาลของรัฐ

  • ผู้ป่วยนอก : สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น
  • ผู้ป่วยใน : สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นภายในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมงแรก ยกเว้น ค่าห้องและอาหารเบิกได้เท่าที่จ่ายจริง ไม่เกินวันละ 700 บาท


สถานพยาบาลเอกชน

  • ผู้ป่วยนอก : เบิกได้ตามจำนวนเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 1,000 บาท
  • ผู้ป่วยใน : สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นภายในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมงแรก โดยไม่รวมวันหยุดราชการ ตามหลักเกณฑ์ต่อไปนี้
    • ค่ารักษาพยาบาล กรณีที่ไม่ได้รักษาในห้อง ICU ตามจำนวนที่จ่ายจริง ไม่เกินวันละ 2,000 บาท
    • ค่าห้องและค่าอาหารตามจริง ไม่เกินวันละ 700 บาท
    • ค่าห้อง ค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาลกรณีที่รักษาในห้อง ICU ตามจริง ไม่เกินวันละ 4,500 บาท
    • กรณีที่มีความจำเป็นต้องผ่าตัดใหญ่ เบิกได้ไม่เกินครั้งละ 8,000-16,000 บาท ตามระยะเวลาการผ่าตัด
    • การฟื้นคืนชีพรวมค่ายาและอุปกรณ์ตามจริง ไม่เกิน 4,000 บาท
    • ค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการ และหรือเอกซเรย์ ตามจริง ไม่เกินรายละ 1,000 บาท
    • กรณีมีความจำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยพิเศษ ได้แก่ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง การตรวจคลื่นสมอง การตรวจอัลตราซาวด์ การสวนเส้นเลือดหัวใจและเอกซเรย์ การส่องกล้อง การตรวจด้วยการฉีดสี การตรวจด้วย CT-SCAN หรือ MRI จ่ายตามเงื่อนไขที่กำหนด
    • ค่าพาหนะรับ-ส่งผู้ประกันตนระหว่างสถานพยาบาลตามหลักเกณฑ์และอัตราของประกาศ

กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต (UCEP)

          หากเกิดเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตสามารถใช้สิทธิ UCEP ได้ โดยอาการที่เข้าข่ายภาวะฉุกเฉินวิกฤต มี 6 อาการ คือ

          1. หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ
          2. หายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรง หายใจติดขัดมีเสียงดัง
          3. ซึมลง เหงื่อแตก ตัวเย็น หรือมีอาการชักร่วม
          4. เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน รุนแรง
          5. แขนขาอ่อนแรงครึ่งซึก พูดไม่ชัดแบบปัจจุบันทันด่วน หรือชักต่อเนื่องไม่หยุด
          6. อาการอื่นที่มีผลต่อการหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิต และระบบสมองที่อันตรายต่อชีวิต

          เมื่อมีอาการเหล่านี้สามารถเข้ารับการรักษาโรงพยาบาลใดก็ได้ที่ใกล้ผู้ป่วยที่สุด ทั้งโรงพยาบาลรัฐ และเอกชน โดยรักษาฟรีภายใน 72 ชั่วโมงแรกให้พ้นภาวะวิกฤต ไม่ต้องสำรองจ่าย

รู้ยัง...เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิ UCEP รักษาฟรีได้ทุกโรงพยาบาล

          โรคและบริการที่ไม่มีสิทธิได้รับบริการทางการแพทย์

          หมายความว่า หากเป็นโรคหรือเข้ารับบริการในกลุ่มโรคยกเว้น จะไม่สามารถเบิกประกันสังคมได้ ประกอบด้วย

          1. การกระทำใด ๆ เพื่อความสวยงามโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
          2. การรักษาที่ยังอยู่ในระหว่างการค้นคว้าทดลอง
          3. การรักษาภาวะมีบุตรยาก
          4. การตรวจใด ๆ ที่เกินกว่าความจำเป็นในการรักษาโรคนั้น
          5. การเปลี่ยนเพศ
          6. การผสมเทียม
          7. ทันตกรรม ยกเว้นการถอนฟัน การอุดฟัน การขูดหินปูน ผ่าฟันคุด ใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้
          8. แว่นตา

กรณีทันตกรรม

ประกันสังคมมาตรา 33

          ผู้ประกันตนสามารถทำฟันได้ในสถานพยาบาลที่รองรับสิทธิประกันสังคม โดยได้รับสิทธิประโยชน์คือ

          ● ถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน และผ่าตัดฟันคุด
          ได้รับค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 900 บาท/ปี

          ● กรณีใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้บางส่วน
          มีสิทธิได้รับค่าบริการทางการแพทย์และค่าฟันเทียมเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นในวงเงินไม่เกิน 1,500 บาท ภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ใส่ฟันเทียมนั้น ตามหลักเกณฑ์ดังนี้
          (ก) 1-5 ซี่ เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ไม่เกิน 1,300 บาท
          (ข) มากกว่า 5 ซี่ เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ไม่เกิน 1,500 บาท

          ● กรณีใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปาก
          มีสิทธิได้รับค่าบริการทางการแพทย์และค่าฟันเทียมเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นในวงเงินไม่เกิน 4,400 บาท ภายในระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ใส่ฟันเทียมนั้น ตามหลักเกณฑ์ดังนี้
          (ก) ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปากบนหรือล่าง เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ไม่เกิน 2,400 บาท
          (ข) ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปากบนและล่าง เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ไม่เกิน 4,400 บาท  

          ทั้งนี้ หากเข้ารับบริการทันตกรรมในสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการทำฟันไม่ต้องสำรองจ่าย เราจะไม่ต้องสำรองจ่ายไปก่อน เพราะสถานพยาบาลจะมาเบิกกับประกันสังคมเอง

          แต่หากรับบริการในสถานพยาบาลที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ ผู้ประกันตนจะต้องสำรองจ่ายไปก่อน และต้องขอใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จรับเงิน และแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีทันตกรรม (สปส.2-16) มายื่นขอรับเงินคืนที่สำนักงานประกันสังคม

การตรวจสุขภาพประจำปี

          ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นมา ประกันสังคมได้เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตน มาตรา 33 เข้าตรวจสุขภาพได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยสามารถตรวจสุขภาพได้หลายรายการ อาทิ การตรวจเต้านม ตรวจตา ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจน้ำตาลในเลือด การทำงานของไต ไขมันในเส้นเลือด เอกซเรย์ปอด เป็นต้น

          ทั้งนี้ สามารถเข้ารับการตรวจสุขภาพตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดได้ที่สถานพยาบาลที่ร่วมโครงการ ไม่จำเป็นต้องเป็นสถานพยาบาลตามสิทธิที่เราประกันตนอยู่ก็ตรวจได้

2. กรณีทุพพลภาพ ซึ่งไม่เกิดจากการทำงาน
ประกันสังคมมาตรา 33

          ทุพพลภาพ หมายถึง การสูญเสียอวัยวะ หรือสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะ หรือของร่างกาย หรือสูญเสียภาวะปกติของจิตใจ จนทำให้ความสามารถในการทำงานลดลงถึงขนาดไม่อาจประกอบการงานตามปกติได้

          เงื่อนไขการใช้สิทธิ : ต้องส่งเงินสมทบครบ 3 เดือน ภายใน 15 เดือน

สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ

          1. เงินทดแทนการขาดรายได้

          ● ผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพรุนแรง จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย ทุกเดือน ตลอดชีวิต

          ● ผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพไม่รุนแรง ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้างเฉลี่ย เป็นเวลาไม่เกิน 15 ปี หรือ 180 เดือน

          2. ค่ารักษาพยาบาล

          กรณีรักษาในสถานพยาบาลของรัฐ
          ● ผู้ป่วยนอก จ่ายค่ารักษาเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น
          ● ผู้ป่วยใน เข้ารับบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทางสถานพยาบาลจะเป็นผู้มายื่นเรื่องเบิกกับทางสำนักงานประกันสังคมเอง

          กรณีรักษาในสถานพยาบาลเอกชน
          ● ผู้ป่วยนอก จ่ายค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่ายจริง ไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท
          ● ผู้ป่วยใน จ่ายค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่ายจริง ไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท

          ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
          ● ค่ารถพยาบาล หรือค่าพาหนะรับ-ส่งผู้ทุพพลภาพ กรณีเข้ารับบริการทางการแพทย์ เหมาจ่ายไม่เกินเดือนละ 500 บาท
          ● หากมีการใส่อุปกรณ์ หรืออวัยวะเทียม สามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
          ● กรณีเบิกรถนั่งสำหรับผู้ทุพพลภาพที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ด้วยตนเองตลอดชีวิตให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการ ในอัตราไม่เกินคันละ 150,000 บาท

          3. ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพคนงาน

          ผู้ทุพพลภาพสามารถเข้ารับการฟื้นฟูในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานของสำนักงานประกันสังคม โดยมีค่าฟื้นฟูไม่เกิน 40,000 บาท

          4. เงินบำเหน็จชราภาพ

          ได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเมื่อมีมติให้เป็นผู้ทุพพลภาพ และสิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตน

          5. กรณีผู้ทุพพลภาพเสียชีวิต

          ผู้จัดการศพมีสิทธิได้รับค่าทำศพ 50,000 บาท (มีผลตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไป)

          6. เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต

          ● หากผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพเสียชีวิต จ่ายเงินสมทบมาแล้ว 36 เดือนขึ้นไป แต่ไม่ถึง 120 เดือน จะได้รับเงินสงเคราะห์ 4 เท่าของเงินทดแทนการขาดรายได้เดือนสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตาย

          ● หากจ่ายเงินสมทบมาแล้วตั้งแต่ 120 เดือนขึ้นไป จะได้รับเงินสงเคราะห์ 12 เท่าของเงินทดแทนการขาดรายได้เดือนสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตาย

3. กรณีเสียชีวิต ซึ่งไม่เกิดจากการทำงาน

          เงื่อนไขการใช้สิทธิ : ต้องส่งเงินสมทบครบ 1 เดือน ภายใน 6 เดือน ก่อนถึงแก่ความตาย โดยจะจ่ายให้กับผู้จัดการศพ

สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ

          1. ได้รับค่าทำศพ 50,000 บาท (มีผลตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2563) โดยจ่ายให้แก่ผู้จัดการศพ (ตามประกาศกฎกระทรวง วันที่ 26 มิถุนายน 2563)

          2. ได้รับเงินสงเคราะห์กรณีตาย ดังนี้

          ● ถ้าก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ประกันตนได้ส่งเงินสมทบมาแล้วตั้งแต่ 36 เดือนขึ้นไป แต่ไม่ถึง 120 เดือน ให้จ่ายเงินสงเคราะห์เป็นจำนวนเท่ากับค่าจ้างเฉลี่ย 2 เดือน

          ● ถ้าก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ประกันตนได้ส่งเงินสมทบมาแล้วตั้งแต่ 120 เดือนขึ้นไป ให้จ่ายเงินสงเคราะห์เท่ากับค่าจ้างเฉลี่ย 6 เดือน ให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิสามารถขอรับประโยชน์ทดแทนได้ภายใน 2 ปี

            หมายเหตุ : ค่าจ้างเฉลี่ย (ตามมาตรา 57) คือ ค่าจ้างที่นำส่งเงินสมทบ 3 เดือนสูงสุด ภายในระยะเวลา 15 เดือน นำมารวมกันแล้วหารด้วย 90 จะได้ค่าจ้างต่อวัน แล้วคูณด้วย 30 จะได้ค่าจ้างต่อเดือน

            3. ทายาทสามารถขอรับคืนเงินกรณีชราภาพได้ภายใน 2 ปี นับแต่ตาย 

          ใครคือผู้จัดการศพ

          บุคคลซึ่งผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้จัดการศพและได้เป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน กรณีไม่ได้ทำหนังสือระบุให้ใครเป็นผู้รับ จ่ายให้ผู้มีสิทธิตามกฎหมายโดยเฉลี่ยเท่ากัน คือ

          ● คู่สมรส บิดามารดา หรือบุตรของผู้ประกันตนที่มีหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน

          ● บุคคลอื่นที่มีหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน

4. กรณีคลอดบุตร
ประกันสังคมมาตรา 33

          เงื่อนไขการใช้สิทธิ : ต้องส่งเงินสมทบครบ 5 เดือน ภายใน 15 เดือน ก่อนเดือนที่คลอด โดยใช้สิทธิได้ทั้งผู้ประกันตนหญิงและชาย

ผู้ประกันตนหญิง

สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ

          1. ค่าคลอดบุตร

          สามารถฝากครรภ์และคลอดบุตรที่โรงพยาบาลใดก็ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นโรงพยาบาลตามบัตร เมื่อคลอดบุตรแล้วให้นำสำเนาสูติบัตรของบุตร บัตรประชาชน มายื่นเรื่องเบิกเงินที่สำนักงานประกันสังคม โดยจะได้รับเงินเหมาจ่ายค่าคลอด 15,000 บาท ต่อการคลอดบุตร 1 ครั้ง (ไม่จำกัดจำนวน) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป

          ทั้งนี้ ในการขอเบิกเงินค่าคลอดบุตรนั้น ผู้ประกันตนจะต้องมายื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น

          2. ค่าตรวจและรับฝากครรภ์

          นอกจากค่าคลอดบุตรเหมาจ่ายครั้งละ 15,000 บาทแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป สำนักงานประกันสังคมได้เพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ ให้คุณแม่ที่เข้ารับบริการฝากครรภ์ในสถานพยาบาลตามเกณฑ์คุณภาพที่กำหนด ได้ค่าตรวจและรับฝากครรภ์เพิ่มอีก 1,500 บาท โดยจ่ายตามอายุครรภ์เป็นครั้ง ๆ มีเกณฑ์คือ

          - ครั้งที่ 1 : อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ (3 เดือน) จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 500 บาท
          - ครั้งที่ 2 : อายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ (3-5 เดือน) จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 300 บาท
          - ครั้งที่ 3 : อายุครรภ์มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 28 สัปดาห์ (5-7 เดือน) จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 300 บาท
          - ครั้งที่ 4 : อายุครรภ์มากกว่า 28 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 32 สัปดาห์ (7-8 เดือน) จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 200 บาท
          - ครั้งที่ 5 : อายุครรภ์มากกว่า 32 สัปดาห์ ถึง 40 สัปดาห์ขึ้นไป (8-10 เดือน) จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 200 บาท

          3. เงินสงเคราะห์กรณีหยุดงานคลอดบุตร

          สำหรับผู้ประกันตนหญิงจะได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงาน เพื่อการคลอดร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย เป็นระยะเวลา 90 วัน (ใช้สิทธิได้ไม่เกิน 2 ครั้ง) โดยต้องเตรียมเอกสารการเบิก สปส.2-01 พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชน สูติบัตรตัวจริงและสำเนา แล้วนำมาเบิกได้ที่ สปส. พื้นที่ที่สะดวก ยกเว้นสำนักงานใหญ่

          สำหรับการใช้สิทธิบุตรคนที่ 3 จะไม่ได้รับสิทธิเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย เป็นระยะเวลา 90 วัน

ผู้ประกันตนชาย

          หากเป็นผู้ประกันตนชายที่มีภรรยาคลอดบุตร สามารถเบิกค่าคลอดบุตรได้ โดยนำสำเนาสูติบัตรของบุตร สำเนาทะเบียนสมรส (ถ้ามี) หรือหนังสือรับรองกรณีไม่มีทะเบียนสมรส (เฉพาะกรณีผู้ประกันตนไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับภรรยา) มาเบิกเงินที่สำนักงานประกันสังคม จะได้รับเฉพาะเงินค่าคลอดบุตรเหมาจ่าย 15,000 บาท ต่อการคลอดบุตร 1 ครั้ง

          กรณีสามีและภรรยาเป็นผู้ประกันตนทั้งคู่ ให้เลือกใช้สิทธิเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

รู้ไหม ? ประกันสังคม คลอดบุตร ผู้ชายก็เบิกได้

5. กรณีสงเคราะห์บุตร

          เงื่อนไขการใช้สิทธิ : ต้องส่งเงินสมทบครบ 12 เดือน ภายใน 36 เดือน ก่อนเดือนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน

สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ

          ได้รับเงินสงเคราะห์บุตร 800 บาท/เดือน/คน คราวละไม่เกิน 3 คน

เงื่อนไขการได้รับเงินสงเคราะห์บุตร

         - ต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีอายุแรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ จำนวนคราวละไม่เกิน 3 คน (บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวไม่รวมถึงบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น)
         - ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรสำหรับบุตรซึ่งมีอายุไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์ เว้นแต่ผู้ประกันตนเป็นผู้ทุพพลภาพหรือถึงแก่ความตาย ในขณะที่บุตรมีอายุแรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ จะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนต่อจนอายุ 6 ปีบริบูรณ์
         - จดทะเบียนสมรสกับมารดาของบุตร
         - จดทะเบียนรับรองบุตร
         - ยื่นคำร้องต่อศาลให้ศาลมีคำพิพากษาว่าเป็นบุตร

การหมดสิทธิรับเงินกรณีสงเคราะห์บุตร

         - เมื่อบุตรมีอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์
         - บุตรเสียชีวิต
         - ยกบุตรให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่น
         - ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง

         นอกจากนี้ ประกันสังคมยังเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตนสามารถลงทะเบียนเพื่อรับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดได้อีก 600 บาท/คน/เดือน สำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 3 ขวบ หากแม่หรือผู้ปกครองของเด็กมีคุณสมบัติ ดังนี้

         - สัญชาติไทย
         - อยู่ในครัวเรือนยากจนหรือเสี่ยงต่อความยากจน คือ มีรายได้รวมของครัวเรือนทั้งหมด หารด้วยจำนวนสมาชิกในครัวเรือน ต่ำกว่า 100,000 บาท/คน/ปี

เงินอุดหนุนบุตรลงทะเบียนที่ไหน ใครมีสิทธิบ้าง

6. กรณีชราภาพ
ประกันสังคมมาตรา 33

          เงื่อนไขการใช้สิทธิ : ต้องจ่ายเงินสมทบครบตามเงื่อนไขจึงจะได้สิทธิ ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ เงินบำเหน็จชราภาพ และเงินบำนาญชราภาพ

บำเหน็จชราภาพ

          คือการจ่ายเงินก้อนเพียงครั้งเดียว ซึ่งจะได้รับตามเงื่อนไข ดังนี้
          ● จ่ายเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน
          ● มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
          ● หรือกรณีเป็นผู้ทุพพลภาพ หรือถึงแก่ความตาย ผู้ประกันตนหรือทายาทจะได้รับเงินส่วนนี้

สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ

กรณีจ่ายเงินสมทบ 1-11 เดือน

          จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่จ่ายเข้ากรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ เฉพาะส่วนของผู้ประกันตนเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งคิดเป็น 3% ของฐานเงินเดือน 1,650-15,000 บาท

          เช่น ถ้าเรามีเงินเดือน 15,000 บาทขึ้นไป จ่ายเงินสมทบประกันสังคม เดือนละ 750 บาท แต่ผ่านไป 10 เดือน ตัดสินใจลาออกจากประกันสังคม เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ เราจะได้รับเงินเฉพาะส่วนที่ตัวเองจ่ายเข้ากรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ คือ 3% ของฐานเงินเดือน 15,000 บาท เท่ากับ 450 บาท จ่ายไป 10 เดือน รวมจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเป็นเงิน 4,500 บาท

กรณีจ่ายเงินสมทบ 12-179 เดือน

          จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ ที่ตัวเองและนายจ้างจ่ายไว้ทั้งหมด ซึ่งคิดเป็น 6% ของฐานเงินเดือน 1,650-15,000 บาท พร้อมกับผลประโยชน์ตอบแทนจากการที่ประกันสังคมนำเงินส่วนนี้ไปลงทุน

          เช่น ถ้าเรามีเงินเดือน 15,000 บาทขึ้นไป จ่ายเงินสมทบประกันสังคม เดือนละ 750 บาท ทำงานไปได้ 5 ปี หรือ 60 เดือน แล้วลาออกจากประกันสังคม เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ เราจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ ดังนี้

          1. เงินสมทบส่วนที่ตัวเองจ่ายกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ คือ 3% ของฐานเงินเดือน 15,000 บาท เท่ากับ 450 บาท คูณ 60 เดือน = 27,000 บาท

          2. เงินสมทบส่วนที่นายจ้างจ่ายกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ คือ 3% ของฐานเงินเดือน 15,000 บาท เท่ากับ 450 บาท คูณ 60 เดือน = 27,000 บาท

          3. ผลประโยชน์ตอบแทนที่ประกันสังคมนำเงินจำนวน 54,000 บาทนี้ไปลงทุน ตามที่สำนักงานประกันสังคมประกาศกำหนด

บำนาญชราภาพ

          คือการจ่ายเงินเป็นรายเดือนตลอดชีวิต ตามเงื่อนไขดังนี้
          ● จ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 180 เดือน หรือ 15 ปี (ไม่จำเป็นต้องติดต่อกัน)
          ● มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง

          เมื่อผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน แม้ว่าจะหยุดส่งไปช่วงหนึ่งแล้วกลับมาเข้าระบบประกันสังคมใหม่ หรือส่งติดต่อกัน 15 ปี ก็ตาม จะมีสิทธิรับบำนาญเท่ากับ 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย (ฐานเงินเดือนสูงสุดที่คิดคือ 15,000 บาท)

สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ

กรณีจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน

          เมื่อผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน แม้ว่าจะหยุดส่งไปช่วงหนึ่งแล้วกลับมาเข้าระบบประกันสังคมใหม่ หรือส่งติดต่อกัน 15 ปี ก็ตาม จะมีสิทธิรับบำนาญเท่ากับ 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง (ฐานเงินเดือนสูงสุดที่คิดคือ 15,000 บาท)

          สูตรคำนวณเงินบำนาญชราภาพ : ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย x 20%

          เช่น ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย คือ 15,000 บาท คูณ 20% เท่ากับจะได้รับเงินบำนาญ 3,000 บาท ทุกเดือน ตลอดชีวิต

กรณีจ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือน

          ได้รับบำนาญเท่ากับ 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง (ฐานเงินเดือนสูงสุดที่คิดคือ 15,000 บาท) เช่นกัน และบวกจำนวน % อีก 1.5% สำหรับทุก ๆ 12 เดือน ที่จ่ายเงินสมทบเพิ่มเติมจาก 180 เดือน

          สูตรคำนวณเงินบำนาญชราภาพ : ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย x (20% + จำนวนปีที่เกินมาจาก 15 ปี เพิ่มให้อีกปีละ 1.5%)

          เช่น นาย A อายุ 55 ปี มีค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย คือ 15,000 บาท แต่ยังทำงานต่ออีกจนถึงอายุ 60 ปี จึงส่งเงินสมทบเพิ่มไปอีก 5 ปี ส่วนที่เกินมานี้จะเพิ่มให้อีกปีละ 1.5% = (5 x 1.5% = 7.5%)

          ดังนั้น นาย A จะได้เงินบำนาญดังนี้
          15,000 x [ 20% + (5 x 1.5%) ] = 15,000 x 27.5% = ได้รับเงินบำนาญเดือนละ 4,125 บาท ตลอดชีวิต

เงินชราภาพ บำเหน็จ-บำนาญประกันสังคม ขอคืนได้เมื่อไหร่ ใครมีสิทธิ์บ้าง ?

          หากผู้รับเงินบำนาญชราภาพถึงแก่ความตาย ภายใน 60 เดือน นับแต่เดือนที่มีสิทธิได้รับเงิน

          ทายาทจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจำนวน 10 เท่าของเงินบำนาญชราภาพรายเดือนที่ได้รับคราวสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตาย ซึ่งทายาทได้แก่

          1. บุตร ยกเว้นบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคลอื่นให้ได้รับ 2 ส่วน ถ้าผู้ประกันตนที่ตายมีบุตรตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ให้ได้รับ 3 ส่วน
          2. สามี หรือภริยาให้ได้รับ 1 ส่วน
          3. บิดา มารดา หรือบิดา หรือมารดา ที่มีชีวิตอยู่ให้ได้รับ 1 ส่วน
          4. บุคคลซึ่งผู้ประกันตนทำหนังสือระบุไว้เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ ให้ได้รับ 1 ส่วน

          กรณีไม่มีทายาทตาม 4 ข้อข้างต้น หรือทายาทตายไปเสียก่อน ให้แบ่งเงินในระหว่างทายาท ผู้มีสิทธิในอนุมาตราที่มีทายาทผู้มีสิทธิได้รับ แต่ถ้ายังไม่มีทายาทอีก ให้กรณีต่อไปนี้มีสิทธิได้รับเงินตามลำดับ หากบุคคลลำดับใดมีจำนวนมากกว่า 1 คน ให้บุคคลลำดับนั้นได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน

          1. พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
          2. พี่น้องร่วมบิดา หรือมารดา
          3. ปู่ ย่า ตา ยาย
          4. ลุง ป้า น้า อา

7. กรณีว่างงาน
ประกันสังคมมาตรา 33

          เงื่อนไขการใช้สิทธิ : ต้องจ่ายเงินสมทบครบ 6 เดือน ภายใน 15 เดือน ก่อนเดือนที่ว่างงาน โดยแบ่งเป็นกรณี ดังนี้

กรณีถูกเลิกจ้าง

          ● ถูกเลิกจ้างในสถานการณ์ปกติ : ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในระหว่างการว่างงาน 50% ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 180 วัน

          ● ถูกเลิกจ้างในช่วงโควิด 19 : ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในระหว่างการว่างงาน 70% ของค่าจ้าง ไม่เกิน 200 วัน

          วิธีขอรับสิทธิ

          ต้องขึ้นทะเบียนผู้ว่างงาน และรายงานตัวผ่านระบบอินเทอร์เน็ตที่เว็บไซต์สำนักงานจัดหางาน ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ลาออกหรือถูกเลิกจ้าง หรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง

กรณีลาออก หรือสิ้นสุดสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ที่แน่นอน

          ● ลาออกในสถานการณ์ปกติ : ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในระหว่างการว่างงาน 30% ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน

          ● ลาออกในช่วงโควิด 19 : ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในระหว่างการว่างงาน 45% ของค่าจ้าง ไม่เกิน 90 วัน

          วิธีขอรับสิทธิ

          ต้องขึ้นทะเบียนผู้ว่างงาน และรายงานตัวผ่านระบบอินเทอร์เน็ตที่เว็บไซต์สำนักงานจัดหางาน ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ลาออกหรือถูกเลิกจ้าง หรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง

กรณีว่างงานด้วยเหตุสุดวิสัย

          เหตุสุดวิสัย หมายถึง อัคคีภัย วาตภัย ธรณีพิบัติ ตลอดจนภัยอื่น ๆ ที่เกิดจากธรรมชาติ ซึ่งมีผลกระทบต่อสาธารณชน และทำให้ผู้ประกันตนไม่สามารถทำงานได้ หรือนายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ เช่น การแพร่ระบาดของโควิด 19 ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ที่ผู้ประกันตนสามารถขอรับสิทธิว่างงานจากเหตุสุดวิสัยได้

          เงื่อนไขการใช้สิทธิ

          ● ลูกจ้างไม่ได้ทำงาน หรือนายจ้างไม่ให้ทำงาน เนื่องจากต้องกักตัวเอง 14 วัน หรือเฝ้าระวังการระบาดของโรค

          ● ลูกจ้างไม่ได้ทำงานจากการที่นายจ้างต้องหยุดประกอบกิจการ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน เนื่องจากราชการมีคำสั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราวเพื่อป้องกันการระบาดของโรคติดต่ออันตราย ทำให้ไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ

          สิทธิประโยชน์

          สำหรับการว่างงานตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป จะได้รับเงินชดเชยกรณีว่างงาน 50% ของค่าจ้างรายวัน โดยให้ได้รับตลอดระยะเวลาที่มีการกักตัว หรือเฝ้าระวังการระบาดของโรค หรือมีคำสั่งปิดสถานที่ แล้วแต่กรณี แต่รวมกันไม่เกิน 90 วัน

          วิธีขอรับสิทธิ

          1. ลูกจ้างยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน (สปส.2-01/7) ผ่าน e-form ที่เว็บไซต์ประกันสังคม
          2. นายจ้างยื่นหนังสือรับรองการหยุดงานของลูกจ้างอันเนื่องจากเหตุสุดวิสัย ผ่าน e-form ที่เว็บไซต์ประกันสังคม โดยระบุวันที่หยุดงาน และวันที่ครบกำหนด

          หมายเหตุ
          ● กรณีว่างงานเพราะถูกเลิกจ้างมากกว่า 1 ครั้ง ใน 1 ปีปฏิทิน จะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนทุกครั้ง รวมกันแล้วไม่เกิน 180 วัน (หากถูกเลิกจ้างในช่วงวันที่ 1 มีนาคม 2563 - 28 กุมภาพันธ์ 2565 จะได้รับเงินทดแทนรวมกันแล้วไม่เกิน 200 วัน)

          ● กรณีว่างงานเพราะลาออก หรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง มากกว่า 1 ครั้ง ใน 1 ปีปฏิทิน จะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนทุกครั้ง รวมกันแล้วไม่เกิน 90 วัน

          ● กรณีว่างงานเพราะถูกเลิกจ้าง และกรณีว่างงานเพราะลาออก หรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง จะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนทุกครั้ง รวมกันแล้วไม่เกิน 180 วัน ภายใน 1 ปีปฏิทิน (หากเป็นช่วงวันที่ 1 มีนาคม 2563 - 28 กุมภาพันธ์ 2565 จะได้รับเงินทดแทนรวมกันแล้วไม่เกิน 200 วัน)

สิทธิประโยชน์จากกองทุนเงินทดแทน
ประกันสังคมมาตรา 33

          ลูกจ้างจะได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนเงินทดแทนเมื่อประสบอันตราย หรือเจ็บป่วยจากการทำงานในด้านต่าง ๆ ตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงานให้นายจ้าง โดยเงินสมทบเข้ากองทุนส่วนนี้ นายจ้างจะเป็นผู้จ่ายแต่เพียงฝ่ายเดียว ลูกจ้างไม่ต้องจ่าย

แบบไหนถึงเรียกว่า บาดเจ็บจากการทำงาน

          1. ประสบอันตราย ได้รับอันตรายแก่กาย หรือผลกระทบแก่จิตใจ หรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงาน หรือทำตามคำสั่งของนายจ้าง
          2. เจ็บป่วยหรือถึงแก่ความตายด้วยโรคเนื่องจากการทำงาน เช่น ทำงานโรงทอผ้ามานานหลายปีจนป่วยด้วยโรคที่เกิดจากเส้นใยฝ้าย
          3. สูญหายหรือตายในระหว่างการทำงาน หรือปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้าง เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 120 วัน นับแต่วันที่เกิดเหตุนั้น

          อย่างไรก็ตาม หากอุบัติเหตุนั้นเกิดจากการเสพของมึนเมา ยาเสพติด หรือจงใจให้เกิดอุบัติเหตุ บาดเจ็บ ลูกจ้างจะไม่ได้รับสิทธิการคุ้มครองจากกองทุนเงินทดแทน

          ทั้งนี้ เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน จะได้รับความคุ้มครอง 4 อย่าง คือ

1. ค่ารักษาพยาบาล

          ● หากลูกจ้างประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลจากกองทุนเงินทดแทนของประกันสังคม ในจำนวนเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 50,000 บาท

          ● หากบาดเจ็บรุนแรง เรื้อรัง หรือเจ็บป่วยด้วยหลายรายการ จะได้รับค่ารักษาพยาบาลเพิ่มจนสิ้นสุดการรักษา ตั้งแต่ 100,000 บาท จนถึงไม่เกิน 2,000,000 บาท ขึ้นอยู่กับอาการเจ็บป่วย

          ● ลูกจ้างที่เป็นผู้ป่วยใน มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าบริการพยาบาล และค่าบริการทั่วไป ให้นายจ้างจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าวเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินวันละ 1,300 บาท

2. ค่าทดแทน 4 กรณี

1. กรณีเจ็บป่วยจากการทำงาน และแพทย์สั่งให้หยุดงาน ไม่สามารถมาทำงานได้
          - ได้รับค่าทดแทนจำนวน 70% ของค่าจ้างรายเดือน ตั้งแต่วันแรกที่หยุดงาน
          - ต้องมีใบรับรองแพทย์ระบุให้พักรักษาตัว 1 วันขึ้นไป แต่รวมกันไม่เกิน 1 ปี
          - ลูกจ้างได้หยุดพักรักษาตัวจริง
          - ฐานค่าจ้างสูงสุด คำนวณที่เดือนละ 20,000 บาท ดังนั้น สูงสุดจะได้ไม่เกิน 20,000 x 70% = 14,000 บาท
          - กรณีได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน คำนวณดังนี้ [(ค่าจ้างรายวัน x 26) x 70%] x [จำนวนวัน / 30]
2. กรณีสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกาย เช่น สูญเสียอวัยวะ
          - ได้รับเงินค่าทดแทน จำนวน 70% ของค่าจ้างรายเดือน เป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี
          - ลูกจ้างต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์จนสิ้นสุดการรักษา และอวัยวะคงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 1 ปี ที่ลูกจ้างประสบอันตราย
3. กรณีทุพพลภาพ
          - ได้รับเงินค่าทดแทน จำนวน 70% ของค่าจ้างรายเดือน ตลอดชีวิต
          - ต้องเป็นการสูญเสียอวัยวะที่ส่งผลให้ไม่สามารถทำงานได้ โดยลูกจ้างต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์จนสิ้นสุดการรักษา และอวัยวะคงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 1 ปี ที่ลูกจ้างประสบอันตราย
4. กรณีถึงแก่ความตาย หรือสูญหาย
          ได้รับเงินค่าทดแทน จำนวน 70% ของค่าจ้างรายเดือน เป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี ซึ่งจะจ่ายให้กับผู้มีสิทธิตามกฎหมาย เรียงลำดับตาม เช่น มารดา บิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย สามีหรือภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมาย บุตรที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ฯลฯ

3. ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน

          หากลูกจ้างจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน จะสามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ตามนี้

          - ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานด้านอาชีพ โดยให้จ่ายได้เฉพาะที่เป็นการฝึกตามหลักสูตรที่หน่วยงานของสำนักงานประกันสังคมเป็นผู้ดำเนินการ ไม่เกิน 24,000 บาท

          - ค่าใช้จ่ายในกระบวนการเวชศาสตร์ฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานด้านการแพทย์ โดยเป็นค่าใช้จ่ายทางกายภาพบำบัด ไม่เกินวันละ 200 บาท และค่าใช้จ่ายทางกิจกรรมบำบัด ไม่เกินวันละ 100 บาท แต่รวมแล้วไม่เกิน 24,000 บาท
               
          - ค่าใช้จ่ายในกระบวนการบำบัดรักษาและการผ่าตัดเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน ไม่เกิน 40,000 บาท หากมีความจำเป็นให้จ่ายเพิ่มได้อีกไม่เกิน 140,000 บาท
                
          - ค่าวัสดุและอุปกรณ์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู รวมแล้วไม่เกิน 160,000 บาท

          โดยลูกจ้างจะได้รับค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน จะต้องเข้ารับการฟื้นฟูที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานสำนักงานประกันสังคมเท่านั้น

4. ค่าทำศพ

          กรณีลูกจ้างเสียชีวิตจากการทำงาน จะได้รับค่าทำศพตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยประกันสังคมจะจ่ายให้ผู้จัดการศพ

          สำหรับเงื่อนไขต่าง ๆ ที่กองทุนเงินทดแทนได้กำหนดไว้ รวมทั้งวิธียื่นขอรับเงินทดแทน สามารถอ่านต่อได้ที่นี่

ประกันสังคมช่วยอะไร... เมื่อบาดเจ็บจากการทำงาน

ประกันสังคม มาตรา 33 สิ้นสุดสภาพเมื่อไร

          เมื่อลูกจ้างลาออก หรือถูกเลิกจ้างจากสถานประกอบการ จะถือว่าสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แต่ก็ยังสามารถใช้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ต่อไปได้อีก 6 เดือน

          อย่างไรก็ตาม หากใครได้งานใหม่ มีนายจ้างคนใหม่ ก็สามารถกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ได้อีกครั้ง

ลาออกจากงาน ต้องทำอย่างไร
กับประกันสังคม มาตรา 33

          1. แจ้งประกันสังคมเพื่อยื่นเรื่องขอรับเงินชดเชยการว่างงาน
          2. หากพ้น 6 เดือน เรายังไม่ได้เริ่มทำงานกับบริษัทใหม่ หรือได้เปลี่ยนไปทำอาชีพอิสระแล้ว จะส่งผลให้สิทธิการเป็นผู้ประกันตน มาตรา 33 หมดลง ดังนั้น เราต้องตัดสินใจใน 2 ทางเลือก คือ
          - สมัครเป็นผู้ประกันตน มาตรา 39 หรือ
          - ลาออกจากประกันสังคมไปเลย

          สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

คู่มือมนุษย์เงินเดือน ! ลาออกจากงาน...ต้องทำยังไงกับประกันสังคม

ประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40
แตกต่างกันอย่างไร
          ผู้ประกันตน มาตรา 33 ถือเป็นภาคบังคับที่นายจ้างต้องสมัครให้ลูกจ้าง และต้องร่วมจ่ายเงินสมทบด้วย ขณะที่ผู้ประกันตน มาตรา 39 และมาตรา 40 เป็นประกันสังคมภาคสมัครใจ ที่เราสามารถเลือกได้เองว่าจะสมัครเป็นผู้ประกันตนหรือไม่ โดยมีข้อแตกต่างหลายประการ ทั้งเรื่องการส่งเงินสมทบ และสิทธิประโยชน์
ประกันสังคมมาตรา 33

วิธีเช็กสิทธิประกันสังคม
          1. เช็กสิทธิผ่านเว็บไซต์ประกันสังคม sso.go.th
ประกันสังคมมาตรา 33

          2. เช็กสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน SSO CONNECT
ประกันสังคมมาตรา 33

ประกันสังคมมาตรา 33

          โดยในเว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน จะมีข้อมูลการส่งเงินสมทบ สิทธิประโยชน์ รวมทั้งการใช้สิทธิของเราในแต่ละปี ระบุไว้ชัดเจน
          สิทธิประโยชน์เหล่านี้เป็นสิ่งที่มนุษย์เงินเดือน หรือลูกจ้างทั้งหลายที่อยู่ในระบบประกันสังคม มาตรา 33 ควรศึกษาไว้ เพราะหากเข้าข่ายข้อใดจะได้ทราบเงื่อนไข เพื่อยื่นขอรับสิทธิของตัวเองได้อย่างเต็มที่ โดยหากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของประกันสังคม สามารถสอบถามได้ที่ Call Center กระทรวงแรงงาน 1506
ขอบคุณข้อมูลจาก
สำนักงานประกันสังคม
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
อ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ..คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ เขียนเลย
ม.33 เรารักกัน ช่วยเหลือกลุ่ม ประกันสังคมมาตรา 33 สำหรับมนุษย์เงินเดือน อัปเดตล่าสุด 24 พฤษภาคม 2564 เวลา 15:23:00 105,624 อ่าน
TOP