ประกันสุขภาพ ต่างกับ
ประกันชีวิตอย่างไร
ประกันชีวิต
ประกันสุขภาพ
เป็นประกันที่ช่วยดูแลค่ารักษาพยาบาลเวลาป่วย เช่น ค่ายา ค่าแพทย์ ค่าห้อง ค่าบริการโรงพยาบาล โดยมีหลายรูปแบบให้เลือก เช่น
-
ผู้ป่วยใน (IPD) : ใช้เมื่อแอดมิทนอนโรงพยาบาล หรือบางกรณีผ่าตัดเล็กแบบไม่ต้องนอน (Day Case)
-
ผู้ป่วยนอก (OPD) : ใช้กับอาการทั่วไปที่ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล เช่น เป็นหวัด ปวดหัว แล้วไปพบแพทย์กลับบ้าน
- โรคร้ายแรง : คุ้มครองกรณีตรวจพบโรคร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง หลอดเลือดสมอง โรคไต ฯลฯ ซึ่งต้องตรงตามเกณฑ์ที่บริษัทประกันกำหนด
ประกันสุขภาพ คุ้มครองทันทีเลยไหม ?
โดยทั่วไป หลังจากกรมธรรม์ได้รับการอนุมัติแล้วยังไม่คุ้มครองทันที เพราะมีช่วงที่เรียกว่า “ระยะเวลารอคอย (Waiting Period)” ซึ่งเป็นช่วงที่ยังไม่สามารถเคลมได้ หากเจ็บป่วยช่วงนี้ต้องจ่ายค่ารักษาเอง โดยมักแบ่งเป็น
- 30 วันแรก : ไม่คุ้มครองการเจ็บป่วยทั่วไป เช่น ไข้หวัด ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ
- 90 วันแรก : ไม่คุ้มครองโรคร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง หลอดเลือดสมอง
- 120 วันแรก : ไม่คุ้มครองโรคบางชนิดที่ต้องใช้เวลาฟักตัว เช่น เนื้องอก นิ่ว ไส้เลื่อน ต้อ ริดสีดวง เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เป็นต้น
เหตุผลที่มีระยะเวลารอคอย ก็เพื่อป้องกันการทำประกันในช่วงที่รู้ตัวว่าป่วยอยู่แล้ว รวมถึงเป็นการยืนยันว่ามีสุขภาพดีตรงตามที่แจ้งไว้ในใบสมัคร เพราะบางโรคอาจยังไม่แสดงอาการในช่วงแรก
ทั้งนี้ ระยะเวลารอคอยและเงื่อนไขอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบริษัท ควรตรวจสอบรายละเอียดให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจทำประกัน
อย่างไรก็ตาม หากเป็นกรณีประกันอุบัติเหตุ เช่น หกล้ม สัตว์กัด รถชน เป็นต้น จะได้รับความคุ้มครองทันทีโดยไม่มีระยะเวลารอคอย
วิธีเลือกประกันสุขภาพ
รู้ให้ชัดก่อนทำ
ประกันสุขภาพเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ ก่อนตัดสินใจทำควรศึกษาเงื่อนไขให้เข้าใจ เพื่อเลือกแผนที่ตอบโจทย์ตัวเองที่สุด ดังนี้
-
รูปแบบของประกันสุขภาพที่ให้วงเงินรักษาพยาบาล : หลัก ๆ แบ่งเป็น 2 แบบคือ
1. ประกันสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่าย : เป็นแผนที่กำหนดวงเงินแยกเป็นรายการ เช่น ค่าแพทย์ ค่ายา ค่าห้อง วงเงินต่อรายการจะมีเพดานชัดเจน หากเกินจากนี้ต้องจ่ายเอง ข้อดีคือเบี้ยประกันมักถูกกว่า เหมาะกับคนงบจำกัด หรืออยากมีความคุ้มครองพื้นฐานไว้ก่อน
2. ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย : เป็นแผนที่จ่ายค่ารักษาตามจริง ภายในวงเงินรวมที่กำหนด โดยไม่จำกัดวงเงินย่อยในหลายรายการ ทำให้เรามีโอกาสจ่ายส่วนเกินน้อยกว่า แต่เบี้ยประกันก็มักสูงขึ้นตามความคุ้มครอง
-
การพ่วงประกันชีวิต :
-
กรณีทำประกันสุขภาพกับบริษัทประกันชีวิต : ส่วนใหญ่ต้องทำประกันชีวิตเป็นสัญญาหลักก่อน แล้วค่อยซื้อประกันสุขภาพเป็นสัญญาเพิ่มเติม ข้อดีคือสามารถถือความคุ้มครองได้ยาวตามอายุสัญญาหลัก เช่น ถ้าประกันชีวิตคุ้มครองถึงอายุ 90-99 ปี ก็มีสิทธิ์ต่อสัญญาสุขภาพได้ต่อเนื่อง
-
กรณีทำประกันสุขภาพกับบริษัทประกันภัย : มักเป็นแพ็กเกจที่ซื้อได้เลย ไม่ต้องมีประกันชีวิตก่อน โดยจะรวมความคุ้มครองสุขภาพและอุบัติเหตุไว้ในแผนเดียว ข้อดีคือขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ซื้อผ่านออนไลน์สะดวก และเบี้ยประกันมักเข้าถึงง่ายกว่า แต่มีข้อสังเกตคือ ความคุ้มครองเป็นแบบปีต่อปี ต้องพิจารณาเรื่องการต่ออายุและเงื่อนไขในอนาคตให้ดี
-
-
ความคุ้มครองที่ได้รับ : ควรดูรายละเอียดความคุ้มครองของแต่ละแผนให้ครบ ว่าครอบคลุมอะไรบ้าง เช่น
-
วงเงินค่ารักษาพยาบาล : เป็นแบบต่อปี หรือต่อครั้ง
-
ต่อปี คือ ไม่ว่าจะเจ็บป่วยกี่ครั้งก็ใช้วงเงินรวมกันภายในปีกรมธรรม์ เช่น วงเงิน 1 ล้านบาทต่อปี ก็จะสามารถใช้ได้ไม่เกินนี้ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะป่วยกี่ครั้ง
-
ต่อครั้ง คือ หากเจ็บป่วยคนละโรค ก็ใช้วงเงินได้หลายรอบ ไม่ได้จำกัดเพดานวงเงิน เช่น แผนที่ให้วงเงิน 1 ล้านบาทต่อครั้ง หากในปีนั้นเข้าโรงพยาบาล 3 ครั้งด้วยคนละโรค จะมีวงเงินรักษาครั้งละ 1 ล้านบาท รวม 3 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากเป็นการรักษาตัวด้วยโรคเดิมภายใน 90 วัน ถือเป็นการรักษาครั้งเดียวกัน ดังนั้นจะนับวงเงินรวมกันคือไม่เกิน 1 ล้านบาท
-
-
ค่าห้อง : ควรเช็กค่าห้องของโรงพยาบาลที่ใช้ประจำ ว่าเพียงพอหรือไม่ โดยหลัก ๆ แบ่งเป็น 2 แบบ
-
จำกัดค่าห้องต่อวัน : แผนส่วนใหญ่จะกำหนดวงเงินชัดเจน เช่น 3,000 บาทต่อวัน หากค่าห้องสูงกว่านี้ ต้องจ่ายส่วนเกินเอง
-
จ่ายตามจริง (ห้องเดี่ยวมาตรฐาน) : ไม่กำหนดวงเงินตายตัว แต่จ่ายตามราคาห้องเดี่ยวมาตรฐานของโรงพยาบาลนั้น เช่น หากค่าห้องเริ่มต้น 8,000 บาทต่อวัน ประกันก็จะจ่ายให้ตามนั้น
-
-
ค่าแพทย์ : บางแผนกำหนดวงเงินไว้ หากมีแพทย์หลายสาขาร่วมรักษา อาจมีส่วนเกินได้
-
ค่ายากลับบ้าน : บางแผนมีเพดานวงเงิน ต้องตรวจสอบให้ดี
-
ค่าตรวจวินิจฉัยก่อน-หลังนอนโรงพยาบาล (เช่น 30 วัน) : ครอบคลุมการตรวจก่อนนอนพักรักษาตัว เช่น ตรวจร่างกาย เอกซเรย์ MRI และการตรวจหลังติดตามอาการตามที่แพทย์นัดหรือไม่
-
อุบัติเหตุผู้ป่วยนอกภายใน 24 ชม. : หากไม่คุ้มครอง เราต้องจ่ายเอง หรือทำประกันอุบัติเหตุเพิ่ม
-
ค่าเวชศาสตร์ฟื้นฟู (เช่น กายภาพบำบัด) : บางแผนอาจไม่คุ้มครองหรือจำกัดวงเงิน
-
การรักษาเฉพาะทาง (เช่น ล้างไต เคมีบำบัด รังสีรักษา) : ควรเช็กว่าแผนครอบคลุมหรือมีเพดานหรือไม่ หากไม่ได้เหมาจ่ายส่วนนี้ เราอาจต้องจ่ายส่วนเกินเอง
-
ค่าชดเชยรายวัน (ผู้ป่วยใน) : มักมีให้ในเงื่อนไขไม่เคลมค่ารักษา หรือเป็นสัญญาเสริมที่ต้องซื้อเพิ่ม
-
ผู้ป่วยนอก (OPD) : บางแผนรวมมาให้ แต่หลายแผนต้องซื้อเพิ่ม
-
ความคุ้มครองโรคร้ายแรง : บางแผนเพิ่มวงเงินพิเศษ หรือให้เงินก้อนชดเชยเมื่อป่วยด้วยโรคที่กำหนด
-
ประกันอุบัติเหตุ : ให้เงินก้อนกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากอุบัติเหตุ รวมถึงค่ารักษาพยาบาลกรณีอุบัติเหตุ หากไม่ได้รวมมาในแพ็กเกจประกันสุขภาพก็สามารถซื้อเพิ่มได้
-
ทั้งนี้ ยิ่งมีความคุ้มครองมากเท่าไร เบี้ยประกันที่ต้องจ่ายก็มักจะสูงขึ้นตามไปด้วย
-
อายุรับประกันและการต่ออายุ : แต่ละแผนกำหนดช่วงอายุไม่เท่ากัน จึงต้องเลือกแผนที่เราสามารถซื้อได้ และควรเลือกแผนที่ต่ออายุได้ยาวถึงอย่างน้อย 85-90 ปี เพื่อความคุ้มครองระยะยาว ในกรณีเป็นเด็ก บางแผนอาจต้องทำพร้อมผู้ปกครอง หรือเลือกแผนสำหรับเด็กโดยเฉพาะ
-
ความรับผิดส่วนแรก (Deductible) : โดยปกติประกันให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลตั้งแต่บาทแรก แต่บางแผนก็มีให้เลือกความรับผิดส่วนแรก (Deductible) ซึ่งก็คือ เงินส่วนแรกที่เราต้องจ่ายเองก่อน ส่วนที่เหลือประกันจะช่วยจ่าย เช่น ถ้าเลือก Deductible 20,000 บาท หากค่ารักษา 50,000 บาท เราจะต้องจ่าย 20,000 บาทก่อน ที่เหลืออีก 30,000 บาท ประกันเป็นคนจ่าย ข้อดีคือ ยิ่งเลือก Deductible สูง เบี้ยประกันยิ่งถูกลง (บางแผนอาจลดได้ประมาณ 20-70%) เหมาะกับคนที่มีสวัสดิการรักษาพยาบาลอยู่แล้ว เช่น ข้าราชการ สวัสดิการบริษัท หรือมีประกันอีกฉบับไว้ช่วยจ่ายส่วนแรก
-
อาณาเขตความคุ้มครอง : ประกันสุขภาพส่วนใหญ่คุ้มครองภายในประเทศไทยเป็นหลัก แต่บางแผนสามารถใช้สิทธิรักษาในต่างประเทศได้ด้วย เหมาะกับคนที่เดินทางบ่อยหรือใช้ชีวิตในต่างประเทศ จึงควรเลือกให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และการใช้งานของตัวเอง
-
เบี้ยประกันที่จ่ายไหว : ประกันสุขภาพมักปรับเบี้ยเพิ่มตามช่วงอายุ (เช่น ช่วงอายุลงท้ายด้วยเลข 1 และเลข 6) หรือตามความเสี่ยงของอาชีพ ขึ้นอยู่เงื่อนไขของแต่ละแผน ก่อนตัดสินใจทำ ควรขอดูตารางเบี้ยทุกช่วงอายุ เพื่อประเมินว่ามีความสามารถจ่ายต่อเนื่องได้ถึงวัยเกษียณหรือไม่ เพราะหากจ่ายไม่ไหวแล้วต้องเปลี่ยนแผนใหม่ตอนอายุมากขึ้น อาจเจอข้อจำกัดด้านสุขภาพ ทำให้บริษัทไม่รับประกัน หรือรับประกันแบบมีเงื่อนไข ส่งผลให้ความคุ้มครองลดลงได้
-
ส่วนลดค่าเบี้ยประกัน : บางแผนมีสิทธิ์ลดเบี้ยในปีถัดไป หากไม่มีการเคลมต่อเนื่อง หรือร่วมทำกิจกรรมสุขภาพ เช่น ออกกำลังกายได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด
-
ความมั่นคงของบริษัท : ควรเลือกบริษัทประกันที่มีความน่าเชื่อถือและมีฐานะการเงินมั่นคง เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถจ่ายค่าสินไหมได้ในระยะยาว รวมถึงพิจารณาชื่อเสียง การให้บริการ และประสบการณ์ของผู้เอาประกันรายอื่นประกอบด้วย
-
ตัวแทนหรือช่องทางการซื้อ : ควรเลือกตัวแทนที่ให้คำแนะนำตรงไปตรงมา เข้าใจเงื่อนไขประกัน และสามารถดูแลต่อเนื่องได้ในระยะยาว เช่น ช่วยประสานงานเคลม หรือให้ข้อมูลเมื่อมีข้อสงสัย รวมทั้งมีช่องทางติดต่อบริษัทได้อย่างสะดวก เช่น เบอร์สายด่วน, แอปพลิเคชัน หรือช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ
เมื่อเข้าใจวิธีเลือกซื้อประกันสุขภาพแล้ว คราวนี้มาพิจารณากันว่า มีประกันสุขภาพเหมาจ่ายแผนไหนน่าสนใจบ้าง
ประกันสุขภาพเหมาจ่าย
แบบไหนดี ปี 2569
1. ประกันสุขภาพ Health เหมา สบายใจ สบายตังค์ จากไทยประกันชีวิต
ภาพจาก : ไทยประกันชีวิต
ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายจากไทยประกันชีวิตให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งกรณีเสียชีวิต เจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาล รวมทั้งเงินชดเชยรายวันเมื่อนอนโรงพยาบาล รวมไว้ในแพ็กเกจเดียว มีให้เลือก 5 แผน ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ที่ต้องการ
-
แผนประกัน : มี 5 แผน วงเงินความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล 500,000 / 1 ล้าน / 5 ล้านบาทต่อปีกรมธรรม์
-
อายุรับประกัน : 18-70 ปี
-
สัญญาประกันชีวิตและสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ ต่อสัญญาได้ถึงอายุ 99 ปี
-
สัญญาเพิ่มเติมค่ารักษาพยาบาล ต่อสัญญาได้จนถึงอายุ 69 ปี คุ้มครองถึงอายุ 70 ปี
-
-
การประกันชีวิต : มีประกันชีวิตเป็นสัญญาหลักรวมอยู่ในแพ็กเกจ
-
ความรับผิดส่วนแรก (Deductible) : เลือกได้ตั้งแต่ 0 / 30,000 / 50,000 บาท (ขึ้นอยู่กับแผน โดยแผน 5 ล้านบาท จะต้องมีความรับผิดส่วนแรกทุกแผน)
ตัวอย่างความคุ้มครองแผน 2 (วงเงินคุ้มครอง 1 ล้านบาท และไม่มีความรับผิดส่วนแรก)
-
ค่ารักษาพยาบาล : เหมาจ่ายตามจริงไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อปีกรมธรรม์
-
ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติม กรณีป่วยโรคร้ายแรงที่กำหนด : ไม่คุ้มครอง
-
ค่าห้อง : 2,000 บาทต่อวัน สูงสุด 365 วัน (ICU จ่ายตามจริง)
-
ค่าแพทย์ : จ่ายตามจริง
-
ค่ายากลับบ้าน : 20,000 บาทต่อครั้ง (สูงสุด 7 วัน)
-
ค่าบริการทางการแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยก่อน-หลังนอนโรงพยาบาล 30 วัน : เหมาจ่ายตามจริง
-
ค่ารักษาพยาบาลจากการบาดเจ็บ กรณีผู้ป่วยนอกภายใน 24 ชม. : เหมาจ่ายตามจริง
-
ค่าเวชศาสตร์ฟื้นฟูหลังนอนโรงพยาบาล (เช่น กายภาพบำบัด) : เหมาจ่ายตามจริง (สูงสุด 2 ครั้งต่อปี)
-
ค่าล้างไต เคมีบำบัด-เวชศาสตร์นิวเคลียร์รักษาโรคมะเร็ง : เหมาจ่ายตามจริง
-
ค่าชดเชยรายวันกรณีเป็นผู้ป่วยใน หรือกรณี Day Case : 1,000 บาทต่อวัน
-
ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (OPD) : สามารถซื้อเพิ่มได้
-
ผลประโยชน์กรณีเสียชีวิต : 50,000 บาท
ข้อมูลเพิ่มเติม : ไทยประกันชีวิต
2. ประกันสุขภาพ ซัมซุง H&S ไพรม์ จากซัมซุงประกันชีวิต
ภาพจาก : ซัมซุงประกันชีวิต
ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายจาก Samsung Life Insurance ให้ความคุ้มครองสูงสุด 50 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 2 เท่า สูงสุด 100 ล้านบาท ในกรณีอุบัติเหตุร้ายแรงหรือป่วยด้วย 20 โรคร้ายแรงตามเงื่อนไข พร้อมรับค่าชดเชยรายวันระหว่างรักษา และรับส่วนลดเบี้ยเมื่อชำระต่อเนื่องโดยไม่มีเคลมครบ 3 ปีกรมธรรม์ หากเลือกแผน 4-6 ยังคุ้มครองกรณีตรวจสุขภาพ คัดกรองโรคมะเร็ง และ/หรือการฉีดวัคซีนให้ด้วย ใครมองหาประกันสุขภาพเด็กแบบเหมาจ่ายก็ทำแผนได้ เพราะแผนนี้รับตั้งแต่อายุ 30 วัน
-
แผนประกัน : มี 6 แผน วงเงินความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล 3 ล้าน / 5 ล้าน / 10 ล้าน / 15 ล้าน / 30 ล้าน และ 50 ล้านบาทต่อปีกรมธรรม์
-
อายุรับประกัน : 30 วัน-65 ปี (ต่ออายุได้ถึง 98 ปี)
-
การประกันชีวิต : ต้องทำประกันชีวิตเป็นสัญญาหลัก
-
ความรับผิดส่วนแรก (Deductible) : เลือกได้ตั้งแต่ 0 / 25,000 / 50,000 และ 100,000 บาท (ขึ้นอยู่กับแผน)
ตัวอย่างความคุ้มครองแผน 2 (วงเงินคุ้มครอง 5 ล้านบาท)
-
ค่ารักษาพยาบาล : เหมาจ่ายตามจริงไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อปีกรมธรรม์
-
ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติม กรณีป่วยโรคร้ายแรงที่กำหนด : 10 ล้านบาทต่อปีกรมธรรม์
-
ค่าห้อง : 5,000 บาทต่อวัน สูงสุด 365 วัน (ICU จ่ายตามจริง)
-
ค่าแพทย์ : จ่ายตามจริง
-
ค่ายากลับบ้าน : จ่ายตามจริง (สูงสุด 14 วัน)
-
ค่าบริการทางการแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยก่อน-หลังนอนโรงพยาบาล 30 วัน : เหมาจ่ายตามจริง
-
ค่ารักษาพยาบาลจากการบาดเจ็บ กรณีผู้ป่วยนอกภายใน 24 ชม. : เหมาจ่ายตามจริง
-
ค่าเวชศาสตร์ฟื้นฟูหลังนอนโรงพยาบาล (เช่น กายภาพบำบัด) : เหมาจ่ายตามจริง (สูงสุด 30 ครั้งต่อปี)
-
ค่าล้างไต เคมีบำบัด-เวชศาสตร์นิวเคลียร์รักษาโรคมะเร็ง : เหมาจ่ายตามจริง
-
ค่าชดเชยรายวันกรณีเป็นผู้ป่วยใน : ไม่คุ้มครอง ยกเว้นกรณีเป็นผู้ป่วยในแต่ไม่เคลมค่ารักษาพยาบาล จะได้รับ 1,500 บาทต่อวัน (สูงสุด 7 วันต่อปีกรมธรรม์)
-
ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (OPD) : 8,000 บาทต่อปีกรมธรรม์
ข้อมูลเพิ่มเติม : ซัมซุงประกันชีวิต
3. ประกันสุขภาพ FWD พรีเชียส แคร์ จาก FWD ประกันชีวิต
ภาพจาก : FWD
ประกันสุขภาพเหมาจ่ายจาก FWD แผนนี้ครอบคลุมทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก พร้อมเงินชดเชยระหว่างการรักษา และเพิ่มค่าห้องเป็น 2 เท่า หากป่วยด้วย 3 โรคร้ายแรง ได้แก่ มะเร็งระยะลุกลาม โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน และโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด (ขึ้นอยู่กับแผน) อีกทั้งยังได้รับส่วนลดเบี้ยในปีถัดไป เมื่อไม่มีการเคลมตามเงื่อนไข และกรณีหากเลือกทำแผน 2-6 ยังได้รับความคุ้มครองกรณีภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์และหลังคลอดบุตรเพิ่มเติม
-
แผนประกัน : มี 6 แผน วงเงินความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล 1 ล้าน / 3 ล้าน / 6 ล้าน / 12 ล้าน / 40 ล้าน และ 100 ล้านบาทต่อปีกรมธรรม์
-
อายุรับประกัน :
-
แผน 1-4 อายุ 6-75 ปี (ต่ออายุได้ถึงอายุ 98 ปี)
-
แผน 5-6 อายุ 11-75 ปี (ต่ออายุได้ถึงอายุ 98 ปี)
-
-
การประกันชีวิต : ต้องทำประกันชีวิตเป็นสัญญาหลัก
-
ความรับผิดส่วนแรก (Deductible) : เลือกได้ตั้งแต่ 0 / 30,000 / 50,000 และ 100,000 บาท (ขึ้นอยู่กับแผน)
ตัวอย่างความคุ้มครองแผนโกลด์ (แผน 3 วงเงินคุ้มครอง 6 ล้านบาท)
-
ค่ารักษาพยาบาล : เหมาจ่ายตามจริงไม่เกิน 6 ล้านบาทต่อปีกรมธรรม์
-
ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติม กรณีป่วยโรคร้ายแรงที่กำหนด : ได้รับเป็นค่าชดเชย 50,000 บาท และเพิ่มค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าบริการใน รพ. เพิ่มเติมอีก 6,000 บาท
-
ค่าห้อง : 6,000 บาทต่อวัน สูงสุด 365 วัน (ICU จ่ายตามจริง)
-
ค่าแพทย์ : จ่ายตามจริง
-
ค่ายากลับบ้าน : จ่ายตามจริง (สูงสุด 14 วัน)
-
ค่าบริการทางการแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยก่อน-หลังนอนโรงพยาบาล 30 วัน : เหมาจ่ายตามจริง
-
ค่ารักษาพยาบาลจากการบาดเจ็บ กรณีผู้ป่วยนอกภายใน 24 ชม. : เหมาจ่ายตามจริง
-
ค่าเวชศาสตร์ฟื้นฟูหลังนอนโรงพยาบาล (เช่น กายภาพบำบัด) : เหมาจ่ายตามจริง (สูงสุด 30 วันต่อครั้ง)
-
ค่าล้างไต เคมีบำบัด-เวชศาสตร์นิวเคลียร์รักษาโรคมะเร็ง : เหมาจ่ายตามจริง
-
ค่าชดเชยรายวันกรณีเป็นผู้ป่วยใน : ไม่คุ้มครอง
-
ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (OPD) : 5,000 บาทต่อปีกรมธรรม์
-
ค่าใช้จ่ายกรณีเกิดภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์และหลังคลอดบุตรจากการตั้งครรภ์ธรรมชาติ : เหมาจ่ายตามจริง
ข้อมูลเพิ่มเติม : เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต
4. ประกันสุขภาพ บีแอลเอ แฮปปี้ เฮลธ์ พรีเมียร์ จากกรุงเทพประกันชีวิต
ภาพจาก : กรุงเทพประกันชีวิต
ใครกังวลว่าค่ารักษาพยาบาลและค่าห้องโรงพยาบาลจะไม่เพียงพอ ลองพิจารณาแผน BLA Happy Health Premier จากกรุงเทพประกันชีวิต ที่ให้ความคุ้มครองค่ารักษาแบบต่อครั้ง โดยไม่จำกัดวงเงินต่อปี พร้อมค่าห้องแบบห้องพักเดี่ยวมาตรฐานที่ไม่จำกัดวงเงินเหมือนแผนทั่วไป อีกทั้งยังเพิ่มวงเงินคุ้มครองอีก 10% เมื่อเข้ารักษาด้วยโรคมะเร็ง โรคหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดสมอง
นอกจากนี้ ในกรณีบาดเจ็บหรือป่วยวิกฤตตามเงื่อนไข ยังได้รับเงินก้อนชดเชย 300,000 บาท เหมาะกับคนที่กังวลโรคร้ายแรงที่ต้องนอนโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม กรณีไม่ได้นอนโรงพยาบาล ความคุ้มครองจะไม่ได้เป็นแบบเหมาจ่ายเต็มรูปแบบ และยังมีการจำกัดวงเงินตามเงื่อนไขประกัน
-
แผนประกัน : มี 3 แผน วงเงินความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล 1 ล้าน / 5 ล้าน และ 10 ล้านบาทต่อครั้ง
-
อายุรับประกัน : 11-80 ปี (ต่ออายุได้ถึง 98 ปี)
-
การประกันชีวิต : ต้องทำประกันชีวิตเป็นสัญญาหลัก
-
ความรับผิดส่วนแรก (Deductible) : เลือกได้ตั้งแต่ 0 / 30,000 / และ 100,000 บาท
ตัวอย่างความคุ้มครองแผน 2 (วงเงินคุ้มครอง 5 ล้านบาท)
-
ค่ารักษาพยาบาล : เหมาจ่ายตามจริงไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อครั้ง
-
ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติม กรณีป่วยโรคร้ายแรงที่กำหนด : 5.5 ล้านบาทต่อครั้ง
-
ค่าห้อง : 3,000 บาทต่อวัน หรือค่าห้องพักเดี่ยวราคาเริ่มต้นของโรงพยาบาลต่อวัน (แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า) (สูงสุดไม่เกิน 180 วัน) ส่วนค่าห้อง ICU จ่ายตามจริง
-
ค่าแพทย์ : จ่ายตามจริง
-
ค่ายากลับบ้าน : 20,000 บาท (สูงสุด 7 วัน)
-
ค่าบริการทางการแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยก่อน-หลังนอนโรงพยาบาล 30 วัน : 2,000 บาทต่อครั้ง
-
ค่ารักษาพยาบาลจากการบาดเจ็บ กรณีผู้ป่วยนอกภายใน 24 ชม. : ไม่คุ้มครอง
-
ค่าเวชศาสตร์ฟื้นฟูหลังนอนโรงพยาบาล (เช่น กายภาพบำบัด) : ไม่คุ้มครอง
-
ค่าล้างไต เคมีบำบัด-เวชศาสตร์นิวเคลียร์รักษาโรคมะเร็ง : 3 ล้านบาทต่อปีกรมธรรม์
-
ค่าชดเชยรายวันกรณีเป็นผู้ป่วยใน : ไม่คุ้มครอง ยกเว้นกรณีเป็นผู้ป่วยในแต่ไม่เคลมค่ารักษาพยาบาลจะได้รับเงินชดเชย 2,000 บาท (สูงสุด 10 วันต่อปีกรมธรรม์)
-
ค่าชดเชยสำหรับผู้ป่วยอาการวิกฤต : 300,000 บาท
-
ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (OPD) : สามารถซื้อเพิ่มได้
ข้อมูลเพิ่มเติม : กรุงเทพประกันชีวิต
5. ประกันสุขภาพ Health Smile จากแรบบิท ประกันชีวิต
ภาพจาก : แรบบิทประกันชีวิต
ประกันสุขภาพ Health Smile จาก Rabbit Life Insurance เป็นแผนเหมาจ่ายที่ให้ความคุ้มครองค่ารักษาสูงสุด 2.5 ล้านบาทต่อการเข้าพักรักษาตัวครั้งใดครั้งหนึ่ง พร้อมเพิ่มความคุ้มครองเป็น 2 เท่า เมื่อเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงตามเงื่อนไขที่กำหนด
นอกจากนี้ยังสามารถเลือกความคุ้มครองเสริมได้ตามต้องการ เช่น เงินชดเชยรายวัน ความคุ้มครองผู้ป่วยนอก (OPD) และโรคมะเร็ง โดยทดลองคำนวณเบี้ยและซื้อได้สะดวกผ่านช่องทางออนไลน์
-
แผนประกัน : มี 5 แผน วงเงินความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล 5 แสน / 1 ล้าน / 2.5 ล้าน / 5 ล้าน และ 10 ล้านบาทต่อครั้ง
-
อายุรับประกัน : 6-75 ปี (ต่ออายุได้ถึง 98 ปี)
-
การประกันชีวิต : ต้องทำประกันชีวิตเป็นสัญญาหลัก (รวมอยู่ในแพ็กเกจ)
-
ความรับผิดส่วนแรก (Deductible) : เลือกได้ตั้งแต่ 0 / 20,000 / 50,000 และ 100,000 บาท
ตัวอย่างความคุ้มครองแผน 4 (วงเงินคุ้มครอง 5 ล้านบาท)
-
ค่ารักษาพยาบาล : เหมาจ่ายตามจริงไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อครั้ง
-
ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติม กรณีป่วยโรคร้ายแรงที่กำหนด : 10 ล้านบาทต่อครั้ง
-
ค่าห้อง : 7,000 บาทต่อวัน (สูงสุด 365 วัน) ส่วนค่าห้อง ICU 14,000 บาทต่อวัน (สูงสุด 15 วัน)
-
ค่าแพทย์ : จ่ายตามจริง
-
ค่ายากลับบ้าน : 20,000 บาท (สูงสุด 7 วัน)
-
ค่าบริการทางการแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยก่อน-หลังนอนโรงพยาบาล 30 วัน : เหมาจ่ายตามจริง
-
ค่ารักษาพยาบาลจากการบาดเจ็บ กรณีผู้ป่วยนอกภายใน 24 ชม. : เหมาจ่ายตามจริง
-
ค่าเวชศาสตร์ฟื้นฟูหลังนอนโรงพยาบาล (เช่น กายภาพบำบัด) : เหมาจ่ายตามจริง
-
ค่าล้างไต เคมีบำบัด-เวชศาสตร์นิวเคลียร์รักษาโรคมะเร็ง : 100,000 บาทต่อปีกรมธรรม์
-
ค่าชดเชยรายวันกรณีเป็นผู้ป่วยใน : สามารถซื้อเพิ่มได้
-
ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (OPD) : สามารถซื้อเพิ่มได้
ข้อมูลเพิ่มเติม : แรบบิท ประกันชีวิต
6. ประกันสุขภาพ AXA SmartCare Essential จาก แอกซ่าประกันภัย
ภาพจาก : แอกซ่าประกันภัย
มาที่ฝั่งบริษัทประกันภัยบ้าง แผนนี้เป็นประกันสุขภาพเหมาจ่ายจาก AXA Insurance ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลตั้งแต่การพบแพทย์ไปจนถึงภาวะฉุกเฉิน โดยรวมความคุ้มครองสุขภาพและอุบัติเหตุไว้ในแผนเดียว พร้อมสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น ค่าพยาบาลพิเศษ และเงินชดเชยรายวันเมื่อไม่มีเคลม รวมถึงความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ (อบ.2) และค่าปลงศพ สามารถเริ่มทำประกันได้ตั้งแต่อายุ 15 วัน แต่มีเงื่อนไขคือ ผู้เอาประกันที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ต้องสมัครพร้อมผู้ปกครอง และหากทำพร้อมกันทั้งครอบครัว (2 คนขึ้นไป) ยังมีส่วนลดให้
-
แผนประกัน : มี 4 แผน วงเงินความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล 1 ล้าน / 2 ล้าน / 5 ล้าน และ 10 ล้านบาทต่อครั้ง
-
อายุรับประกัน : 6-75 ปี (ต่ออายุได้จนถึงอายุ 99 ปี)
-
การประกันชีวิต : ไม่ต้องพ่วงประกันชีวิต
-
ความรับผิดส่วนแรก (Deductible) : 0 / 20,000 / 40,000 / 100,000 และ 200,000 บาทต่อโรค
ตัวอย่างความคุ้มครองแผน 3 (วงเงินคุ้มครอง 5 ล้านบาท)
-
ค่ารักษาพยาบาล : เหมาจ่ายตามจริงไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อครั้ง
-
ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติม กรณีป่วยโรคร้ายแรงที่กำหนด : ไม่คุ้มครอง
-
ค่าห้อง : 10,000 บาทต่อวัน (ห้อง ICU 20,000 บาทต่อวัน)
-
ค่าแพทย์ : จ่ายตามจริง
-
ค่ายากลับบ้าน : จ่ายตามจริง (สูงสุด 30 วัน)
-
ค่าบริการทางการแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยก่อน-หลังนอนโรงพยาบาล 30 วัน : เหมาจ่ายตามจริง
-
ค่ารักษาพยาบาลจากการบาดเจ็บ กรณีผู้ป่วยนอกภายใน 24 ชม. : 40,000 บาทต่อครั้ง
-
ค่าเวชศาสตร์ฟื้นฟูหลังนอนโรงพยาบาล (เช่น กายภาพบำบัด) : ไม่คุ้มครอง
-
ค่าล้างไต เคมีบำบัด-เวชศาสตร์นิวเคลียร์รักษาโรคมะเร็ง : เหมาจ่ายตามจริง
-
ค่าชดเชยรายวันกรณีเป็นผู้ป่วยใน : ไม่คุ้มครอง ยกเว้นกรณีเป็นผู้ป่วยในและไม่เคลมค่ารักษาพยาบาล จะได้ 2,500 บาทต่อวัน (สูงสุด 31 วันต่อปี)
-
ค่าใช้จ่ายสำหรับดูแลโดยพยาบาลพิเศษ : 1,000 บาทต่อวัน (สูงสุด 30 วันต่อปี)
-
ค่าปลงศพกรณีเสียชีวิต : 50,000 บาท
-
กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ (อบ.2) : 100,000 บาท
-
ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (OPD) : สามารถซื้อเพิ่มได้
ข้อมูลเพิ่มเติม : แอกซ่าประกันภัย
7. ประกันสุขภาพ Active Health จากไทยวิวัฒน์ประกันภัย
ภาพจาก : ไทยวิวัฒน์ประกันภัย
อีกหนึ่งแผนจากบริษัทประกันภัยที่หลายคนสนใจก็คือ ประกันสุขภาพ Active Health จากไทยวิวัฒน์ประกันภัย ที่เน้นดูแลสุขภาพควบคู่กับการให้ความคุ้มครอง โดยมอบส่วนลดเบี้ยประกันรายเดือนสูงสุดถึง 40% เมื่อออกกำลังกายได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมรับ Smart Watch สำหรับบันทึกกิจกรรม เพื่อช่วยกระตุ้นให้ดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง แต่วงเงินความคุ้มครองของแผนนี้จะไม่สูงมากนัก และต่ออายุได้จนถึงอายุ 70 ปี เท่านั้น
-
แผนประกัน : มี 4 แผน วงเงินความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล 1 แสน / 3 แสน / 5 แสน และ 1 ล้านบาทต่อปีกรมธรรม์
-
อายุรับประกัน : 20-60 ปี (ต่ออายุได้จนถึง 70 ปี)
-
การประกันชีวิต : ไม่ต้องพ่วงประกันชีวิต
-
ความรับผิดส่วนแรก (Deductible) : ไม่มี
ตัวอย่างความคุ้มครองแผน 4 (วงเงินคุ้มครอง 1 ล้านบาท)
-
ค่ารักษาพยาบาล : เหมาจ่ายตามจริงไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อปี
-
ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติม กรณีป่วยโรคร้ายแรงที่กำหนด : ไม่คุ้มครอง
-
ค่าห้อง : 10,000 บาทต่อวัน (ห้อง ICU 20,000 บาทต่อวัน)
-
ค่าแพทย์ : เหมาจ่ายตามจริง
-
ค่ายากลับบ้าน : เหมาจ่ายตามจริง
-
ค่ารักษาต่อเนื่องหลังออกจากโรงพยาบาล ภายใน 30 วัน: คุ้มครองเฉพาะค่ารักษาพยาบาลหรือค่ายาจากการนัดติดตามอาการ (Follow-up) หลังจากออกจากโรงพยาบาลครั้งนั้นภายใน 30 วันเท่านั้น แต่ไม่รวมค่าบริการทางการแพทย์เพื่อการตรวจวินิจฉัย เช่น ค่าเอกซเรย์ ตรวจเลือด หรือแล็บต่าง ๆ ทั้งก่อนและหลังนอนโรงพยาบาล
-
ค่ารักษาพยาบาลจากการบาดเจ็บ กรณีผู้ป่วยนอกภายใน 24 ชม. : เหมาจ่ายตามจริง
-
ค่าเวชศาสตร์ฟื้นฟูหลังนอนโรงพยาบาล (เช่น กายภาพบำบัด) : เหมาจ่ายตามจริง
-
ค่าล้างไต เคมีบำบัด-เวชศาสตร์นิวเคลียร์รักษาโรคมะเร็ง : เหมาจ่ายตามจริง
-
ค่าชดเชยรายวันกรณีเป็นผู้ป่วยใน : ไม่คุ้มครอง
-
กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ (อบ.1) : 200,000 บาท
-
ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (OPD) : 3,000 บาทต่อครั้ง (สูงสุด 30 ครั้งต่อปี)
-
ความรับผิดส่วนแรก (Deductible) : ไม่มี
ข้อมูลเพิ่มเติม : ไทยวิวัฒน์ประกันภัย
8. ประกันสุขภาพ วิริยะ โกลด์ บาย บีดีเอ็มเอส จากวิริยะประกันภัย
ภาพจาก : วิริยะประกันภัย
ใครที่ใช้บริการโรงพยาบาลในเครือ BDMS เป็นประจำ อาจสนใจแผนประกันสุขภาพเหมาจ่าย วิริยะ โกลด์ บาย บีดีเอ็มเอส จากฝั่งบริษัทประกันภัย ที่รวมความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลและอุบัติเหตุไว้ในเล่มเดียว โดยให้วงเงินสูงสุด 5 ล้านบาทต่อครั้ง ไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อปี พร้อมใช้บริการได้กับโรงพยาบาลชั้นนำในเครือ เช่น โรงพยาบาลในเครือกรุงเทพ, สมิติเวช, เปาโล, พญาไท รวมถึงเครือเกษมราษฎร์ และโรงพยาบาลพันธมิตรกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ ทำประกันได้ตั้งแต่อายุ 15 วัน (กรณีอายุไม่เกิน 15 ปี ต้องสมัครพร้อมผู้ปกครอง)
-
แผนประกัน : มี 4 แผน วงเงินความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล 6 แสน / 1 ล้าน / 3 ล้าน และ 5 ล้านบาทต่อครั้ง
-
อายุรับประกัน : 15 วัน - 65 ปี (ต่ออายุได้จนถึง 100 ปี ตามเงื่อนไขที่กำหนด)
-
การประกันชีวิต : ไม่ต้องพ่วงประกันชีวิต
-
ความรับผิดส่วนแรก (Deductible) : 0 / 20,000 / 50,000 และ 100,000 บาทต่อครั้ง
ตัวอย่างความคุ้มครองแผน 4 (วงเงินคุ้มครอง 5 ล้านบาท)
-
ค่ารักษาพยาบาล : เหมาจ่ายตามจริงไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อครั้ง
-
ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติม กรณีป่วยโรคร้ายแรงที่กำหนด : ไม่คุ้มครอง
-
ค่าห้อง : 15,000 บาทต่อวัน (สูงสุด 365 วัน) ส่วนห้อง ICU จ่ายตามจริง (สูงสุด 15 วัน)
-
ค่าแพทย์ : เหมาจ่ายตามจริง
-
ค่ายากลับบ้าน : เหมาจ่ายตามจริง (สูงสุด 14 วัน)
-
ค่าบริการทางการแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยก่อน-หลังนอนโรงพยาบาล 30 วัน : เหมาจ่ายตามจริง
-
ค่ารักษาพยาบาลจากการบาดเจ็บ กรณีผู้ป่วยนอกภายใน 24 ชม. : เหมาจ่ายตามจริง
-
ค่าเวชศาสตร์ฟื้นฟูหลังนอนโรงพยาบาล (เช่น กายภาพบำบัด) : เหมาจ่ายตามจริง
-
ค่าล้างไต : 10,000 บาทต่อปี
-
เคมีบำบัด-เวชศาสตร์นิวเคลียร์รักษาโรคมะเร็ง : เหมาจ่ายตามจริง
-
ค่าชดเชยรายวันกรณีเป็นผู้ป่วยใน : ไม่คุ้มครอง ยกเว้นกรณีเป็นผู้ป่วยในและไม่เคลมค่ารักษาพยาบาล จะได้รับ 15,000 บาทต่อครั้ง
-
กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ (อบ.2) : 100,000 บาท
-
ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (OPD) : สามารถซื้อเพิ่มเติมได้
ข้อมูลเพิ่มเติม : วิริยะประกันภัย
ข้อควรรู้ก่อนทำประกันสุขภาพ
เงื่อนไขการร่วมจ่าย (Copayment) เมื่อต่ออายุ
สำหรับกรมธรรม์ที่เริ่มคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2568 หลายบริษัทอาจมีการระบุเงื่อนไข "การมีส่วนร่วมจ่าย" (Copayment) ในปีต่ออายุ ซึ่งจะใช้ในกรณีการเคลมที่เข้าเกณฑ์ดังนี้
-
การเคลมโรคทั่วไปบ่อยครั้ง : หากมีการเคลมโรคที่ไม่รุนแรง (Simple Diseases) เช่น ไข้หวัด ท้องเสีย หรืออาการเล็กน้อยอื่น ๆ บ่อยเกินไป
-
ยอดเคลมรวมเกินเกณฑ์ : หากยอดการเคลมรวมในปีนั้น ๆ สูงกว่าเกณฑ์ที่บริษัทกำหนดไว้ในกรมธรรม์
ถ้าเข้าเงื่อนไขข้างต้น ในปีที่ต่ออายุกรมธรรม์ บริษัทอาจกำหนดให้เราต้องร่วมจ่ายค่ารักษาเอง (Copayment) ประมาณ 30-50% ของค่ารักษาในครั้งต่อ ๆไป
แต่หากในปีนั้น ๆ ไม่มีการเคลม หรือมีการเคลมตามความจำเป็นทางการแพทย์ที่ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด ในปีถัดไปก็จะยังได้รับความคุ้มครองเต็ม 100% ตามปกติ ไม่ติดเงื่อนไขการร่วมจ่ายนี้
การแถลงข้อมูลสุขภาพ
ผู้ทำประกันต้องมีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งพิการ และไม่มีโรคประจำตัว ผ่านการพิจารณาตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด ดังนั้นต้องแจ้งประวัติการเจ็บป่วย การผ่าตัด หรือการเข้ารับการตรวจสุขภาพตามความจริงทั้งหมด เพื่อให้บริษัทใช้ประเมินความเสี่ยง หากมีประวัติโรคเรื้อรัง บริษัทอาจขอให้ตรวจสุขภาพเพิ่มเติม หรือพิจารณารับประกันแบบมีเงื่อนไข เช่น ขอยกเว้นการคุ้มครองในโรคที่เป็นมาก่อน หรือรับประกันแบบเพิ่มเบี้ย
ทั้งนี้ หากมีการปกปิดข้อมูลแล้วเจ็บป่วยจนบริษัทสงสัยว่าเป็นมาก่อนทำประกัน บริษัทประกันมีสิทธิขอประวัติการรักษาจากโรงพยาบาลทุกแห่งเพื่อตรวจสอบ โดยเฉพาะในช่วง 1-3 ปีแรกของการทำสัญญา หากพบว่าเคยรักษาหรือมีอาการมาก่อนแต่ไม่ได้แจ้ง บริษัทสามารถปฏิเสธการเคลมได้ทันที รวมทั้งมีสิทธิบอกล้างสัญญา ปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม และบอกเลิกกรมธรรม์ได้ตามกฎหมาย
กรณีที่ประกันไม่คุ้มครอง
ประกันสุขภาพไม่คุ้มครองภาวะต่าง ๆ ดังนี้
-
โรคที่เป็นมาก่อนทำประกัน : โรคเรื้อรัง การบาดเจ็บ หรือความผิดปกติทางร่างกายที่เคยเป็นหรือยังรักษาไม่หายขาดก่อนวันทำสัญญา รวมถึงโรคทางพันธุกรรมที่ตรวจพบ
-
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ : เช่น กามโรค หรือโรคเอดส์ (HIV) รวมถึงภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวเนื่องกัน
-
โรคทางจิตเวช : โรคซึมเศร้า โรคแพนิก หรือความผิดปกติทางบุคลิกภาพ (ยกเว้นบางแผนประกันระดับพรีเมียมที่มีระบุความคุ้มครองพิเศษ)
-
การตั้งครรภ์และคลอดบุตร : รวมถึงการแท้งบุตร การทำแท้ง และการรักษาภาวะมีบุตรยาก (ยกเว้นซื้อความคุ้มครองเสริมเพิ่ม)
-
การรักษาฟันและเหงือก : การอุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูน หรือทำรากเทียม ยกเว้น กรณีฉุกเฉินจากอุบัติเหตุเพื่อบรรเทาอาการบาดเจ็บในระยะแรก
-
การเสริมความงาม : การทำศัลยกรรมตกแต่ง การรักษาสิว-ฝ้า ปัญหาผิวพรรณ รังแค ผมร่วง หรือการลดน้ำหนัก รวมถึงการรักษาเพื่อชะลอความเสื่อมของวัย (Anti-aging)
-
การรักษาความผิดปกติทางเพศ : การรักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ รวมถึงการผ่าตัดแปลงเพศ
-
การใช้สารเสพติดและแอลกอฮอล์ : การบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยที่เกิดจากการใช้สารเสพติด รวมถึงอุบัติเหตุขณะมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เช่น เมาแล้วขับ
-
การทำร้ายตัวเอง : การพยายามฆ่าตัวตาย หรือการทำร้ายร่างกายตนเองไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม
-
พฤติกรรมรุนแรงและอาชญากรรม : การบาดเจ็บจากการทะเลาะวิวาท การก่ออาชญากรรม หรือขณะถูกจับกุม/หลบหนีการจับกุม
-
กีฬาอันตราย : การแข่งรถ แข่งเรือ แข่งม้า เจ็ตสกี ชกมวย โดดร่ม (ยกเว้นการโดดร่มเพื่อรักษาชีวิต) เล่นบันจี้จัมพ์ หรือการดำน้ำลึก (Scuba Diving) ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
การลดหย่อนภาษีประกันสุขภาพ
-
ประกันสุขภาพของตัวเองสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 25,000 บาท/ปี แต่เมื่อรวมกับประกันชีวิตต้องไม่เกิน 100,000 บาท/ปี
-
ประกันสุขภาพของบิดาหรือมารดา นำมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15,000 บาท/ปี โดยแยกวงเงินกับส่วนประกันชีวิตและประกันสุขภาพของตัวเอง
บทความที่เกี่ยวข้องกับประกัน
- ประกันควบการลงทุน Unit Linked คืออะไร เจาะลึกสิ่งที่ต้องรู้ พร้อมเช็กแผนไหนดี
- ประกันลดหย่อนภาษี... ซื้อผิดใช้สิทธิไม่ได้ ชี้เป้า 5 จุดที่หลายคนพลาด !
- เช็กลิสต์ ! เรื่องอะไรต้องคิด ก่อนทำประกันสุขภาพ
- ประกันแบบผู้ป่วยใน แค่นอน 6 ชม. ก็เคลมได้จริงหรือ
- วิธีร้องเรียน คปภ. ออนไลน์ เคลมประกันไม่ได้ ยื่นเรื่องยังไง ใช้เอกสารอะไรบ้าง
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : ไทยประกันชีวิต, ซัมซุงประกันชีวิต, เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต, กรุงเทพประกันชีวิต, แรบบิท ประกันชีวิต, แอกซ่าประกันภัย, ไทยวิวัฒน์ประกันภัย, วิริยะประกันภัย





