แฟรนไชส์น่าลงุทน 2569 เปิดโพย 9 ธุรกิจทำเงิน ขายอะไรดี ปี 2026

          แฟรนไชส์น่าลงทุน 2569 มีอะไรบ้าง ส่องธุรกิจทำเงิน พ.ศ. นี้ ใครอยากปั้นรายได้เสริม หรือหาไอเดียเปิดร้านใหม่ ห้ามพลาดเช็กลิสต์นี้เลย !
แฟรนไชส์น่าลงทุน 2569

          ธุรกิจแฟรนไชส์ เป็นทางลัดที่น่าสนใจสำหรับใครที่อยากมีกิจการเป็นของตัวเอง แต่ไม่อยากไปงมหาทางเองหรือเริ่มจากศูนย์ให้เหนื่อย เพราะแบรนด์เหล่านี้เขาวางระบบมาให้ครบทุกขั้นตอนแล้ว เหมือนมีพี่เลี้ยงมืออาชีพคอยดูแลอยู่ข้าง ๆ แถมยังมีชื่อเสียงติดตลาดที่ช่วยดึงคนเข้าร้านได้ทันทีตั้งแต่วันแรกที่เปิด ขอแค่เรามีงบและทำเลที่ใช่ ก็พร้อมเริ่มปั้นรายได้ได้เลย แล้วจะขายอะไรดีล่ะ ? เรารวบรวมข้อมูลแฟรนไชส์น่าลงทุน 2569 มาให้ศึกษากันแล้วตรงนี้

แฟรนไชส์น่าลงทุน ปี 2569

1. แฟรนไชส์โยเกิร์ตปั่น

แฟรนไชส์โยเกิร์ตปั่น

          กระแสโยเกิร์ตปั่น กำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่มาเขย่าตลาดเครื่องดื่มสุขภาพ และกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะตอบโจทย์กลุ่ม Gen Z และคนวัยทำงานที่อยากกินของหวานแต่ยังอยากดูแลรูปร่าง โมเดลร้านส่วนใหญ่เน้นขนาดกะทัดรัด (Kiosk) ใช้พื้นที่ไม่มาก ทำให้ค่าเช่าที่ต่อเดือนไม่สูงนัก แถมระบบการทำก็ไม่ซับซ้อนเพราะมีเบสโยเกิร์ตสำเร็จรูปมาให้ ทำให้ควบคุมรสชาติได้มาตรฐานเดียวกันทุกแก้ว จึงเป็นตัวเลือกที่คืนทุนไวสำหรับคนที่อยากเริ่มธุรกิจเครื่องดื่มที่ไม่ใช่กาแฟหรือชานม 

ตัวอย่างแฟรนไชส์โยเกิร์ตปั่น

  • YOGURUTO : โยกุรุโตะ โยเกิร์ตปั่นแบรนด์ดังที่มีมากกว่า 100 สาขา จุดขายอยู่ที่รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์และเมนูที่หลากหลาย ในราคาที่เข้าถึงง่ายจนกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของคนรักสุขภาพ แบรนด์มีหลายแพ็กเกจให้เลือก คิดค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์อยู่ที่ 125,000 บาท และต้องใช้งบลงทุนเริ่มต้น 400,000 บาทขึ้นไป (ข้อมูลเพิ่มเติม)

  • Koomi : ต้นตำรับโยเกิร์ตปั่นพร้อมดื่มสไตล์ออสเตรเลียเจ้าแรกในไทย ที่เปิดมานานกว่า 7 ปี โดดเด่นด้วยการใช้โยเกิร์ตสดทำใหม่ทุกวันสูตรลับเฉพาะของทางร้าน ผสานเข้ากับผลไม้สดแท้ 100% เพื่อรสชาติที่ลงตัวและได้สุขภาพ หากสนใจร่วมเป็นพาร์ทเนอร์จะใช้งบลงทุนเริ่มต้นที่ 400,000 บาท (ข้อมูลเพิ่มเติม)

  • Mr.Jolly Yogurt : อีกหนึ่งแบรนด์โยเกิร์ตสัญชาติออสเตรเลียที่มีจุดแข็งตรงที่ใช้โยเกิร์ตรสธรรมชาติเกรดพรีเมียมไขมันต่ำ และมีท็อปปิ้งให้เลือกมากมายตามใจลูกค้า แพ็กเกจแฟรนไชส์เริ่มต้นที่ 350,000 บาท (ข้อมูลเพิ่มเติม)  

2. แฟรนไชส์ชาไข่มุก

แฟรนไชส์ชาไข่มุก

          แม้จะเข้าสู่ปี 2569 แล้ว แต่ "แฟรนไชส์ชาไข่มุก" ยังคงครองตำแหน่งคำค้นหายอดฮิตสำหรับคนอยากเริ่มต้นธุรกิจอย่างเหนียวแน่น เพราะได้เปลี่ยนจากสินค้ากระแสมาเป็นเครื่องดื่มในชีวิตประจำวันของคนทุกเพศทุกวัยไปแล้ว โดยในปีนี้หลายแบรนด์ปรับตัวเข้าสู่เทรนด์สุขภาพอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งเมนูแคลอรีต่ำและวัตถุดิบทางเลือก สามารถลงทุนได้ตั้งแต่งบหลักหมื่นไปจนถึงหลักล้านบาท

ตัวอย่างแฟรนไชส์ชาไข่มุก

  • MANOI : แฟรนไชส์ชาไข่มุก มาโนอิ สร้างความแตกต่างโดยเน้นให้เมนูน้ำหวานสุดฮิตที่ไม่ทำร้ายสุขภาพ ไม่มีไขมันทรานส์ ไม่ใช้น้ำตาลไฮฟรุกโตสคอร์นไซรัป ถูกใจสายหวานที่อยากเฮลธ์ตี้ เมนูเริ่มต้นแค่แก้วละ 25 บาท มี 2 แพ็กเกจให้เลือก เริ่มต้น 99,9000 บาท ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี รายเดือน และไม่หักเปอร์เซ็นต์ยอดขาย (ข้อมูลเพิ่มเติม)

  • อัน อัน ชานมไข่มุก : แบรนด์นี้ขยายสาขาไปแล้วกว่า 400 แห่งทั่วไทย เพราะขายง่ายเริ่มต้นแค่แก้วละ 20 บาทเท่านั้น ส่วนการลงทุนก็สบายกระเป๋า เริ่มต้นแฟรนไชส์แค่ 29,900 บาท และไม่เก็บค่าธรรมเนียมรายปี มือใหม่ทำได้สบาย เนื่องจากเขามีระบบจัดการร้านให้พร้อมทีมงานช่วยสอนจนกว่าจะทำเป็น (ข้อมูลเพิ่มเติม)

  • MAOCHA : หม่าวชา ชานมไข่มุกสูตรต้นตำรับจากไต้หวัน จุดเด่นอยู่ที่มีเมนูให้เลือกมากมาย และเพิ่มไข่มุกลาวาได้ฟรีแบบไม่บวกเพิ่ม อีกทั้งทางแบรนด์มีทีมงานสอนสูตรและให้คำปรึกษาทางธุรกิจแบบครบวงจร โดยมีค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์เริ่มต้นที่ 155,900 บาท และยังมีค่าก่อสร้างและตกแต่งอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับขนาดและสถานที่ (ข้อมูลเพิ่มเติม)

3. แฟรนไชส์สเต๊ก

แฟรนไชส์สเต็ก

          แฟรนไชส์สเต๊ก ยังคงเป็นเมนูยอดนิยมของครอบครัวและกลุ่มวัยทำงาน เพราะเป็นอาหารมื้อหลักที่ให้ความรู้สึกคุ้มค่าและอิ่มท้อง โดยแบรนด์ที่น่าสนใจในปีนี้จะเน้นไปที่ความอร่อยระดับร้านอาหาร แต่ราคาสตรีทฟู้ด

ตัวอย่างแฟรนไชส์สเต็ก 

  • สเต็กลุงหนวด : แบรนด์สเต็กยอดนิยมระดับตำนานที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ ใช้งบลงทุนเริ่มต้นที่ 100,000 บาทขึ้นไป พร้อมค่าธรรมเนียมแรกเข้า 30,000 บาท แต่คนที่สนใจลงทุนต้องผ่านการฝึกอบรมและฝึกงาน ณ สถานที่จริง เพื่อรักษามาตรฐานความอร่อยตามแบบฉบับของลุงหนวด (ข้อมูลเพิ่มเติม)  

  • สเต็กเด็กแนว : ร้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องความเรียบง่ายแต่รสชาติโดนใจ จุดเด่นคือการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบได้ดีเยี่ยม ทำให้ผู้ลงทุนสามารถขายสเต๊กในราคาเริ่มต้นเพียงหลักสิบ แต่ยังได้กำไรต่อจานสูง งบลงทุนเริ่มต้นแค่ 15,900 บาท แต่ถ้าต้องการอุปกรณ์จัดเต็มก็ขยับแพ็กเกจขึ้นไปได้ (ข้อมูลเพิ่มเติม)  

  • สเต็กลุงใหญ่ : อีกร้านแฟรนไชส์สเต็กสไตล์ไทยที่ครองใจลูกค้าด้วยรสชาติที่คุ้นเคย โดยเฉพาะเมนูซิกเนเจอร์อย่างสเต็กสูตรพริกไทยดำเข้มข้นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แบรนด์มาพร้อมทางเลือกการลงทุนด้วยแพ็กเกจที่หลากหลาย เริ่มต้นที่ 35,000 บาท และใช้งบลงทุนรวมประมาณ 100,000 บาทขึ้นไป นอกจากนี้ยังแถมฟรีวัตถุดิบชุดแรกมูลค่า 5,000 บาท เพื่อให้พร้อมเปิดร้านสร้างรายได้ทันที (ข้อมูลเพิ่มเติม) 

4. แฟรนไชส์หยอดเหรียญ-ตู้ขายของอัตโนมัติ

แฟรนไชส์ตู้หยอดเหรียญ

          ธุรกิจหยอดเหรียญ เป็นเหมือนธุรกิจเสือนอนกินที่ช่วยสร้างรายได้เสริมแบบไม่ต้องปวดหัวเรื่องการจ้างคนหรือต้องมาคอยเฝ้าร้านเองให้เสียเวลา เพราะใช้เงินลงทุนไม่สูงมาก แต่สามารถเปลี่ยนพื้นที่เล็ก ๆ ให้กลายเป็นแหล่งทำเงินที่ทำงานแทนเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งตอนนี้มีหลายแฟรนไชส์ที่น่าสนใจและกำลังมาแรง 

ตัวอย่างแฟรนไชส์ตู้หยอดเหรียญ

  • ตู้กาแฟหยอดเหรียญ 24 ชั่วโมงคอฟฟี่ : ตู้กาแฟอัตโนมัติที่เข้าถึงแหล่งชุมชนได้ง่าย แถมยังขายเพียงแก้วละ 10 บาท แต่สามารถสร้างกำไรได้สูงถึง 50% ต่อแก้ว พร้อมรับประกันตัวเครื่องและอะไหล่ตลอดอายุการใช้งาน ภายใต้งบลงทุนเริ่มต้น 58,000 บาท เป็นโมเดลธุรกิจที่ลงทุนครั้งเดียวแต่เก็บเกี่ยวรายได้ได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องใช้คนเฝ้า (ข้อมูลเพิ่มเติม)

  • ตู้กดน้ำด่าง SAFE : รับกระแสเทรนด์สุขภาพที่คนยุคนี้ไม่ได้มองหาแค่เครื่องดื่มทั่วไป แต่ให้ความสำคัญกับน้ำดื่มสะอาดอย่าง "น้ำ RO" และ "น้ำด่าง" ซึ่งกำลังมาแรง เหมาะสุด ๆ สำหรับการติดตั้งในย่านชุมชน หอพัก หรือคอนโดที่ผู้คนต้องการน้ำสะอาดในราคาย่อมเยา ใช้งบลงทุนเริ่มต้น 45,900 บาท หรือจะเลือกแบบเช่าซื้อ (ผ่อนชำระ) เพียงหลักพันต่อเดือน ก็สามารถเริ่มต้นสร้างรายได้แบบรายวันได้ทันที (ข้อมูลเพิ่มเติม)

  • ตู้ล้างรถหยอดเหรียญ CATCARWASH : ธุรกิจคาร์แคร์ที่นำระบบ AI และ IoT เข้ามาจัดการอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้สามารถเปิดบริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องจ้างพนักงาน จึงเซฟต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้พอสมควร โดยที่เราสามารถมอนิเตอร์ผ่านมือถือได้ Real-Time เหมือนเฝ้าอยู่ในร้าน สำหรับงบลงทุนจะเริ่มต้นที่ 300,000 บาท (ข้อมูลเพิ่มเติม)  

5. แฟรนไชส์ร้านซักผ้า-ร้านสะดวกซัก

แฟรนไชส์ร้านซักผ้า

          ยังคงเป็นกลุ่มธุรกิจที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องและเติบโตได้ดีในระยะยาว แม้จะใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูงในช่วงเริ่มต้น แต่ถือเป็นการลงทุนครั้งเดียวที่คุ้มค่า เพราะเครื่องซักผ้าเกรดอุตสาหกรรมมีอายุการใช้งานยาวนานนับสิบปี สามารถทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ 24 ชั่วโมง ที่เจ้าของร้านสามารถบริหารจัดการผ่านแอปพลิเคชันได้ง่าย ๆ เพียงแค่มีทำเลเหมาะ ๆ อย่างย่านหอพัก คอนโดมิเนียม หรือแหล่งชุมชนหนาแน่น ก็สามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างน่าสนใจ 

ตัวอย่างแฟรนไชส์ร้านซักผ้า-ร้านสะดวกซัก

  • Otteri : แบรนด์ร้านสะดวกซักเบอร์ต้น ๆ ของไทยที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 10 ปี ด้วยชื่อเสียงที่ติดตลาดและมาตรฐานบริการที่คนไทยไว้วางใจ ทำให้มีสาขาครอบคลุมอยู่ทั่วประเทศ สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนกับแบรนด์นี้จะต้องใช้งบประมาณราว ๆ  2-3 ล้านบาท (ข้อมูลเพิ่มเติม)  

  • WASHENJOY : แฟรนไชส์ระดับสากลที่มีสาขาอยู่ทั่วเอเชีย โดดเด่นด้วยการใช้เครื่องซักผ้ามาตรฐานโลกอย่าง Electrolux Professional ที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน ประหยัดน้ำ และช่วยประหยัดต้นทุนในระยะยาวได้ดีเยี่ยม โดยใช้งบลงทุนเริ่มต้นที่ 2-3 ล้านบาทขึ้นไป เหมาะสำหรับนักลงทุนที่เน้นเครื่องจักรคุณภาพสูงและภาพลักษณ์ระดับพรีเมียม (ข้อมูลเพิ่มเติม)  

  • Trendy Wash : ร้านสะดวกซักที่ขยายสาขาไปแล้วกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ ชูจุดขายเรื่องระบบบริหารจัดการที่ทันสมัยผ่านแอปพลิเคชันที่การันตีด้วยรางวัลนวัตกรรม พร้อมทีมคอลเซ็นเตอร์ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง แบรนด์นี้มีแพ็กเกจให้เลือกหลากหลายตามขนาดพื้นที่ โดยเริ่มต้นที่ 290,000 บาท เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีงบประมาณจำกัด (ข้อมูลเพิ่มเติม)

6. แฟรนไชส์ก๋วยเตี๋ยว

แฟรนไชส์ก๋วยเตี๋ยว

          เมนูอาหารจานเดียวที่เป็นขวัญใจคนไทยตลอดกาล กินได้ทุกวันไม่มีเบื่อ จุดเด่นของแบรนด์เหล่านี้คือการมีน้ำซุปและวัตถุดิบสำเร็จรูปส่งตรงจากส่วนกลาง ทำให้เจ้าของร้านอุ่นใจได้ว่ารสชาติจะคงที่สม่ำเสมอ ไม่ต้องกังวลว่ารสจะเปลี่ยนไปตามคนลวก

ตัวอย่างแฟรนไชส์ก๋วยเตี๋ยว-บะหมี่

  • ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว : แบรนด์ระดับตำนานที่ทุกคนคุ้นเคยดีกับเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ปัจจุบันยังขยายอาณาจักรไปยังแบรนด์อื่น ๆ เช่น ข้าวมันไก่ชายใหญ่, พันปีบะหมี่เป็ดย่าง และไก่หมุนคุณพัน สำหรับผู้ที่สนใจบะหมี่เกี๊ยว สามารถเริ่มต้นเป็นเจ้าของรถเข็นในราคา 44,444 บาท โดยงบลงทุนรวมเริ่มต้นประมาณ 100,000 บาทขึ้นไป (ข้อมูลเพิ่มเติม)

  • โกเด้ง โฮเด้ง : แฟรนไชส์ลูกชิ้นเนื้อและลูกชิ้นหมูชื่อดังที่มัดใจลูกค้าด้วยคุณภาพลูกชิ้นที่เป็นเอกลักษณ์ แบรนด์นี้มีแพ็กเกจการลงทุนที่ยืดหยุ่น หากใครอยากเริ่มต้นทดลองตลาดก่อนก็มีชุดรถเข็นก๋วยเตี๋ยวแบบ 1 หม้อ ในราคาเริ่มต้น 35,070 บาท (ข้อมูลเพิ่มเติม)

  • ก๋วยเตี๋ยวเรือปัญจะรส : ก๋วยเตี๋ยวเรือรสเด็ดที่มาแรงมาก แม้จะเปิดตัวมาไม่ถึง 10 ปี แต่ขยายสาขาไปแล้วกว่า 60 แห่งทั่วประเทศ มีโมเดลธุรกิจให้เลือกหลากหลาย ทั้งรูปแบบ Food Truck สำหรับออกงานนอกสถานที่ในราคาเริ่มต้น 199,000 บาท หรือหากต้องการเปิดเป็นร้านสแตนด์อโลนเต็มรูปแบบ จะเริ่มต้นที่ 269,000 บาท (ข้อมูลเพิ่มเติม)

7. แฟรนไชส์ของกินเล่น

แฟรนไชส์ของกินเล่น

          เมนูทานเล่นสไตล์ Street Food ยังคงซื้อง่าย ขายคล่อง ไม่ว่าจะเปิดขายในตลาดนัด หน้าโรงเรียน หรือออกงานอีเวนต์ต่าง ๆ ก็ได้รับความนิยมเสมอ เพราะเป็นของกินที่ไม่หนักท้องจนเกินไป ราคาเข้าถึงง่าย และที่สำคัญคือใช้เงินลงทุนน้อยแต่คืนทุนไวมาก จึงยังคงติดอันดับแฟรนไชส์ยอดนิยม

ตัวอย่างแฟรนไชส์ของกินเล่น

  • ชีสซี่ฟราย สแน็ค : เอาใจสายชีสด้วยเฟรนช์ฟรายส์ ไก่ทอด และชีสทอดกรอบนอกนุ่มใน ราดซอสชีสฉ่ำ ๆ เยิ้ม ๆ แบรนด์นี้เน้นความสะดวกแบบจ่ายจบพร้อมเปิดร้าน มีอุปกรณ์ให้ครบถ้วนตามแพ็กเกจที่เลือก งบลงทุนเริ่มต้นเพียง 30,900 บาท ก็เริ่มสร้างรายได้ได้ทันที (ข้อมูลเพิ่มเติม)  

  • บ้าบิ่นโคตรมะพร้าว หลานสาวยายคำ : พลิกโฉมขนมไทยด้วยมะพร้าวอ่อนแบบล้นคำ และเป็นเจ้าแรกในไทยที่ใช้แป้งผสมข้าวไรซ์เบอร์รีออร์แกนิก ถูกใจคนรักสุขภาพด้วยสูตรหวานน้อยแต่หอมกรุ่นจากเตา ลงทุนครั้งเดียวไม่มีเก็บเพิ่ม ใช้งบประมาณเริ่มต้นที่ 40,000-50,000 บาท (ข้อมูลเพิ่มเติม)

  • ซูโม่ ลูกชิ้นปลาระเบิดพุงแตก : แบรนด์ลูกชิ้นที่อยู่คู่ตลาดมานานกว่า 15 ปี การันตีความอร่อยด้วยเมนูยอดฮิตอย่างลูกชิ้นปลาระเบิด ไส้กรอกรมควัน และปลาเส้น เหมาะสำหรับคนงบน้อยที่อยากมีอาชีพ เพราะมีชุดทดลองขายเริ่มต้นเพียง 2,400 บาทเท่านั้น หรือหากอยากได้เคาน์เตอร์แบบจัดเต็มก็เริ่มต้นแค่ 9,500 บาท โดยเขามีโมเดลร้านให้เลือกมากกว่า 10 รูปแบบตามความต้องการ (ข้อมูลเพิ่มเติม)

8. แฟรนไชส์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

แฟรนไชส์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

          ตอบรับเทรนด์การกินดื่มแบบอร่อยได้โดยไม่รู้สึกผิดที่กำลังมาแรงมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เครื่องดื่มกลุ่มนี้จึงเน้นการเลือกใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ หวานน้อย แคลอรีต่ำ และไม่ปรุงแต่งสารเคมี เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ต้องการทั้งความสดชื่นและสุขภาพที่ดีไปพร้อมกัน

ตัวอย่างแฟรนไชส์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

  • BOOCHA : แฟรนไชส์น้ำผลไม้ปั่นระดับพรีเมียมที่เลือกใช้ผลไม้สดใหม่ ไม่ผ่านการแช่แข็ง ผสมผสานกับเม็ดโบบาธัญพืชเคลือบบุก สูตรเฉพาะที่ให้เนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบเพลิน ๆ แต่ได้คุณค่าทางโภชนาการสูง สำหรับการลงทุนค่าแฟรนไชส์อยู่ที่ 150,000 บาท (สัญญา 3 ปี) และยังมีค่าธรรมเนียม ค่าการตลาดที่ต้องจ่ายรายปี โดยใช้งบลงทุนเปิดร้านรวมประมาณ 500,000 บาท (ข้อมูลเพิ่มเติม)

  • Bean Bean ถั่วปั่นเพื่อสุขภาพ : นิยามใหม่ของเครื่องดื่มโปรตีนสูงจากถั่วออร์แกนิก 100% ที่อุดมด้วยวิตามินและไฟเบอร์ โดยไม่ใช้สารกันเสีย น้ำตาล หรือครีมเทียม แต่เลือกใช้หญ้าหวานให้ความหวานแทน เหมาะกับสายเฮลตี้ตัวจริง แบรนด์นี้เริ่มต้นง่ายด้วยแพ็กเกจไซซ์เล็กเพียง 89,000 บาท ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี และไม่มีการหักเปอร์เซ็นต์ยอดขาย ทำให้เจ้าของร้านรับกำไรไปเต็ม ๆ (ข้อมูลเพิ่มเติม)

  • น้ำเต้าหู้ดีเฮง : ยกระดับน้ำเต้าหู้แบบเดิม ๆ ให้ดูทันสมัยด้วยสูตรเข้มข้นจากถั่วเหลืองแท้ และนอกจากน้ำเต้าหู้แล้ว ยังมีเมนูเสริมทัพอย่างน้ำขิง เต้าฮวย บัวลอย นมสดแท้ และขนมปังสังขยา ช่วยเพิ่มโอกาสในการขายได้หลากหลายช่วงเวลา โดยงบลงทุนแฟรนไชส์เริ่มต้นเพียงหลักหมื่นเท่านั้น (ข้อมูลเพิ่มเติม)

9. แฟรนไชส์กาแฟและชา

แฟรนไชส์กาแฟ-ชา

          เครื่องดื่มประเภทชากาแฟยังคงครองแชมป์เมนูยอดฮิตตลอดกาล ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่ดื่มได้ทุกวัน ยิ่งในเมืองร้อนอย่างไทย ธุรกิจนี้จึงมีโอกาสสร้างกำไรได้สูง แถมแต่ละแบรนด์ยังขยันครีเอตเมนูใหม่ ๆ ออกมาดึงดูดลูกค้าอยู่เสมอ ทำให้ร้านมีความสดใหม่อยู่ตลอดเวลา

ตัวอย่างแฟรนไชส์กาแฟและชา

  • จงชงดี : ใครที่หลงรักรสชาติชาใต้แท้ ๆ ที่เข้มข้นถึงใจต้องแบรนด์นี้ จัดเต็มทั้งอุปกรณ์และวัตถุดิบเกรดพรีเมียมให้พร้อมเปิดร้านทันที แพ็กเกจเริ่มต้นเพียง 25,900 บาทเท่านั้น และไม่เก็บส่วนแบ่งยอดขาย (ข้อมูลเพิ่มเติม)   

  • ชาพะยอม : แบรนด์มหาชนที่ติดตลาดมายาวนานและมีสาขากว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ การันตีด้วยเมนูซิกเนเจอร์อย่างชาเย็นและชาเขียวที่รสชาติถูกปากคนไทย แบรนด์นี้ให้สิทธิ์การลงทุนแบบไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี และไม่มีการเรียกเก็บมาร์เกตติ้งฟี โดยสามารถเริ่มต้นเป็นเจ้าของร้านได้ด้วยงบลงทุนเริ่มต้น 65,000 บาท (ข้อมูลเพิ่มเติม)

  • กาแฟพันธุ์ไทย : พรีเมียมแบรนด์ที่มี DNA ความเป็นไทยอย่างชัดเจนด้วยเมนูสร้างสรรค์ที่ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น ปัจจุบันขยายสาขาไปแล้วกว่า 2,000 แห่ง ทั้งในปั๊มน้ำมัน PT และห้างสรรพสินค้า มีโมเดลการลงทุนให้เลือกหลากหลายตามความเหมาะสมของทำเล โดยใช้งบลงทุนเริ่มต้นที่ 1,930,000 บาท (ข้อมูลเพิ่มเติม)  

ข้อควรพิจารณา
ก่อนลงทุนแฟรนไชส์

แฟรนไชส์น่าลงทุน 2569

          ก่อนจะควักเงินก้อนใหญ่ไปลงทุนแฟรนไชส์ มีหลายเรื่องที่ควรตรวจสอบให้ชัวร์ก่อนตัดสินใจเซ็นสัญญา เพราะต่อให้แบรนด์ดูน่าสนใจแค่ไหน ถ้าพลาดตั้งแต่ต้น ก็มีโอกาสเจ็บตัวได้

ความน่าเชื่อถือของแฟรนไชส์

          ควรเช็กว่าแบรนด์เป็นที่รู้จักมากน้อยแค่ไหน เติบโตจากคุณภาพจริงหรือแค่ดังจากกระแสชั่วคราว มีสาขาเปิดดำเนินการอยู่จริงกี่แห่ง และมีสาขาไหนปิดตัวไปแล้วบ้าง โดยเฉพาะแบรนด์ที่ดังจากไวรัล ควรพิจารณาให้รอบคอบ เพราะหากกระแสซาลง จำนวนลูกค้าอาจลดลงอย่างรวดเร็ว

เลือกทำเลที่มีศักยภาพ

          แม้จะเป็นแบรนด์ดัง แต่ถ้าเลือกทำเลไม่เหมาะก็ไปไม่รอด จึงต้องดูว่ากลุ่มลูกค้าในพื้นที่เป็นใคร และพฤติกรรมสอดคล้องกับธุรกิจหรือไม่ เช่น หากจะเปิดบริการล้างรถยนต์ แต่พื้นที่ไม่มีที่จอดรถ หรือมีผู้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นหลัก ก็อาจไม่ตอบโจทย์ ดังนั้นควรลงพื้นที่สำรวจจริงในหลายช่วงเวลา ก่อนตัดสินใจเปิดร้าน

เช็กต้นทุนทั้งหมดให้ละเอียด

          อย่ามองแค่ค่าธรรมเนียมแรกเข้า เพราะยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามมาอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าตกแต่งร้าน ค่าเช่าพื้นที่ ค่าอุปกรณ์ ค่าวัตถุดิบขั้นต่ำ ค่าส่วนแบ่งยอดขาย ค่าธรรมเนียมรายปี ค่าต่อสัญญา และค่าการตลาด จึงควรเช็กให้ชัดว่ามีค่าใช้จ่ายใดต้องจ่ายเป็นรายเดือนหรือรายปีบ้าง เพื่อประเมินความคุ้มค่าในการลงทุน และควรเตรียมเงินสำรองไว้หมุนอย่างน้อย 3-6 เดือนในช่วงเริ่มต้น

คำนวณระยะเวลาคืนทุนให้เป็นจริง

          ไม่ควรดูแค่รายได้ต่อวัน แต่ต้องคำนวณกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด เช่น ค่าเช่า ค่าไฟ ค่าแรง ค่าวัตถุดิบ และค่าอุปกรณ์ แล้วนำไปเปรียบเทียบกับเงินลงทุนรวม เพื่อดูว่าจะต้องใช้เวลากี่เดือนถึงจะคืนทุน อาจสอบถามข้อมูลจากสาขาอื่น ๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจ

เช็กระบบสนับสนุนจากแฟรนไชส์

          ควรตรวจสอบว่าแบรนด์มีการสนับสนุนผู้ลงทุนมากน้อยแค่ไหน ตั้งแต่การช่วยเลือกทำเล การอบรมก่อนเปิดร้าน การให้คำแนะนำด้านการขายและการตลาด การจัดหาวัตถุดิบ ไปจนถึงการมีทีมดูแลหลังเปิดร้านจริง ไม่ใช่แค่ช่วยเฉพาะช่วงขายแฟรนไชส์

พูดคุยกับเจ้าของสาขาอื่น

          การคุยกับเจ้าของสาขาที่เปิดดำเนินการอยู่แล้วจะช่วยให้เห็นภาพความเป็นจริงมากขึ้น ทั้งเรื่องรายได้จริง ปัญหาที่พบบ่อย ระบบหลังบ้าน และการดูแลจากทางแฟรนไชส์ ว่าตรงกับที่โฆษณาไว้หรือไม่

ความชอบและเวลาของตัวเอง

           แม้แฟรนไชส์จะมีระบบให้เกือบครบ แต่เราก็ต้องสนใจและมีเวลาเข้าไปดูแลธุรกิจด้วย เช่น ธุรกิจตู้หยอดเหรียญยังต้องหมั่นดูแลความสะอาด เติมสินค้า และตรวจเช็กระบบอยู่เสมอ หากไม่มีเวลาหรือไม่ได้ชอบจริง ๆ เมื่อเจอปัญหาอาจเหนื่อยและหมดไฟได้ง่าย

อ่านสัญญาอย่างละเอียดทุกบรรทัด

          เมื่อเลือกแฟรนไชส์ที่ต้องการได้แล้ว ก่อนตัดสินใจลงทุน ควรอ่านสัญญาให้ครบถ้วน โดยเฉพาะเรื่องระยะเวลาสัญญา เงื่อนไขการต่อสัญญา เงื่อนไขการยกเลิกสัญญา การบังคับซื้อวัตถุดิบจากผู้ขายรายเดียว การจ่ายส่วนแบ่งยอดขาย รวมถึงการกำหนดระยะห่างของสาขา เพื่อป้องกันการแข่งขันตัดราคากันเองในอนาคต
          ไม่ว่าจะเลือกทำธุรกิจไหน การศึกษาข้อมูลให้รอบคอบถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงและปัญหาที่อาจตามมาได้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลแพ็กเกจและราคามีโอกาสปรับเปลี่ยนได้ตามเงื่อนไขของบริษัท หากสนใจแฟรนไชส์ไหนเป็นพิเศษ แนะนำให้ลองสอบถามหรือปรึกษากับทางแบรนด์โดยตรง เพื่อจะได้ข้อมูลที่อัปเดตและตรงใจที่สุดก่อนตัดสินใจลงทุน

บทความที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ-รายได้เสริม

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
แฟรนไชส์น่าลงุทน 2569 เปิดโพย 9 ธุรกิจทำเงิน ขายอะไรดี ปี 2026 โพสต์เมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18:56:15
TOP
x close