ประกันสังคม คลอดบุตร สิทธิที่คุณแม่ป้ายแดงควรรู้

          ประกันสังคม คลอดบุตร มีสิทธิประโยชน์อะไรบ้างที่คุณแม่มือใหม่ควรรู้ วันนี้เราจะมาบอกให้เข้าใจ จะได้ไม่พลาดสิทธิประโยชน์ที่คุณแม่ควรจะได้

ประกันสังคม คลอดบุตร

          ว่าที่คุณแม่มือใหม่ทราบหรือไม่ว่าคุณแม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าจ้างในขณะที่ลาคลอดตลอด 90 วันจากทางประกันสังคม และยังมีสิทธิเบิกค่าคลอดบุตรได้ด้วย ฟังดูแค่นี้ก็น่าสนใจแล้ว งั้นเราไปติดตามสิทธิประกันสังคมอื่น ๆ ที่คุณแม่จะได้รับนอกเหนือไปจากที่กล่าวมา ว่ามีอะไรบ้างที่คุณแม่ควรรู้เพื่อที่จะได้ใช้สิทธิประกันสังคม คลอดบุตร อย่างเต็มที่และเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไปดูกันเลย

ประกันสังคม คลอดบุตร

ค่าจ้าง

          เริ่มจากจำนวนวันลาคลอดกันก่อนเลย ตามกฎหมายกำหนดสิทธิเกี่ยวกับการลาคลอดเอาไว้ว่า ลูกจ้างทุกประเภทที่เป็นหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาคลอดตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานได้ โดยลูกจ้างหญิงมีครรภ์สามารถลาเพื่อคลอดบุตรได้ครรภ์หนึ่งไม่เกิน 98 วัน โดยนับรวมวันหยุดที่มีระหว่างวันลาด้วย (ผ่านเป็นกฎหมายแล้ว อยู่ระหว่างรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา) 

          ส่วนในเรื่องของค่าจ้างในขณะที่คุณแม่ใช้สิทธิลาคลอดนั้น ตามกฎหมายคุณแม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินจาก 2 ช่องทางหลัก ๆ ด้วยกัน คือ

          1. นายจ้าง

              ในการลาคลอด 1 ครั้ง คุณแม่จะได้สิทธิในการลาคลอดเป็นจำนวน 98 วัน ซึ่งไม่รวมลาฝากครรภ์หรือตรวจครรภ์ แต่ให้นับรวมวันหยุดที่มีระหว่างวันลาด้วย

              โดยนายจ้างจะต้องจ่ายเงินให้กับคุณแม่ที่ทำการลาคลอดเป็นจำนวนไม่เกิน 53 วัน แบ่งเป็นการลาใน 45 วันแรกบังคับนายจ้างต้องจ่ายเงินในช่วงที่คลอด ส่วนอีก 8 วันที่เหลือ นายจ้างจะจ่ายค่าจ้างระหว่างลาหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่ทั้งสองฝ่ายตกลงกัน ซึ่งการจ่ายเงินทางนายจ้างจะจ่ายระหว่างลาหรือหลังจากมาทำงานขึ้นอยู่กับตกลงกัน

          ยกตัวอย่างเช่น คุณแม่ได้เงินเดือนอยู่ที่เดือนละ 20,000 บาท ในระหว่างที่คุณแม่ลาคลอด นายจ้างจะต้องจ่ายเงินให้คุณแม่เป็นจำนวนเท่ากับ 45 วัน หรือ 30,000 บาท (คิดจากค่าจ้าง 30 วัน เท่ากับ 20,000 บาท 15 วัน เท่ากับ 10,000 บาท)

          อย่างไรก็ตาม หากนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างตามที่กฎหมายกำหนด คุณแม่สามารถไปร้องเรียนได้ที่สำนักงานแรงงานจังหวัด กระทรวงแรงงาน

          2. ประกันสังคม

          นอกจากนี้คุณแม่ยังมีสิทธิที่จะได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรจากทางประกันสังคม โดยทางประกันสังคมจะเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 50 ของเงินเดือนเฉลี่ย 90 วัน (คิดจากฐานเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท) หรือในกรณีที่คุณแม่ได้เงินเดือนมากกว่า 15,000 บาท ทางสำนักงานประกันสังคมก็จะคิดเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรจากฐานเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาทเช่นกัน

          ยกตัวอย่างเช่น คุณแม่มีเงินเดือน 20,000 บาท ก็จะได้เงินสงเคราะห์การหยุดงาน 50% ของเงินเดือน แต่ต้องคิดจากฐานเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท  คือ 15,000 x 3 เดือน (90 วัน) x 0.5 เท่ากับ 22,500 บาท

          แต่ในกรณีที่ 2 นี้ คุณแม่จะต้องส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนวันรับบริการทางการแพทย์ และจะได้รับเงินสงเคราะห์เฉพาะการคลอดบุตรไม่เกิน 2 คนเท่านั้นนะคะ หากเป็นการคลอดบุตรคนที่ 3 จะไม่ได้รับสิทธิเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร

          * ในกรณีที่คุณแม่มาทำงานก่อนโดยไม่รอให้ครบ 90 วัน ก็ยังคงได้รับเงินสงเคราะห์บุตรจากประกันสังคมเต็มจำนวน 90 วัน แถมคุณแม่ก็จะได้รับค่าจ้างตามปกติต่างหากในวันที่คุณแม่มาทำงานด้วย

          กล่าวโดยสรุปคือคุณแม่ผู้ประกันตนมีสิทธิที่จะได้รับทั้งเงินค่าจ้าง 45 วัน และเงินสมทบจากประกันสังคม 90 วัน หรือถ้าคุณแม่คนไหนฟิตร่างกายกลับมาทำงานได้ไวกว่า 90 วันตามสิทธิการลาคลอดแล้ว คุณแม่ยังได้เงินตามวันที่คุณแม่มาทำงานจริงด้วยนะ ได้ยินแบบนี้แล้วดีสุด ๆ ไปเลยใช่หรือเปล่า

ประกันสังคม คลอดบุตร สิทธิที่คุณแม่ป้ายแดงควรรู้

ค่าคลอดบุตร

          คุณแม่รู้หรือไม่ว่า คุณแม่ที่เป็นผู้ประกันตนสามารถเบิกค่าคลอดบุตรจากสำนักงานประกันสังคมในอัตราเหมาจ่าย 13,000 บาทต่อการคลอดบุตรหนึ่งครั้ง โดยที่คุณแม่จะต้องจ่ายเงินสมทบครบ 5 เดือนภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนเดือนคลอดบุตรเช่นกัน

          ขยายความกันสักนิดนึงสำหรับ ข้อความที่บอกว่า "5 เดือน ภายใน 15 เดือน" อธิบายอย่างง่าย ๆ ก็คือ การนับย้อนหลังกลับไป 13 เดือน (1 ปี 1 เดือน) คุณแม่ต้องมีเงินสมทบมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 เดือน (ถ้าสมทบมาน้อยกว่า 5 เดือน คุณแม่ก็หมดสิทธิ์ในการขอค่าคลอดบุตรครั้งนี้ไป)

มีข้อควรรู้เกี่ยวกับค่าคลอดบุตรอยู่เล็กน้อย คือ

          1. คุณแม่สามารถใช้สิทธิเบิกค่าคลอดบุตรจากประกันสังคมได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง และจำนวนบุตร เท่ากับว่ามีลูกกี่คนก็เบิกได้ทุกคน

          2. กรณีคุณพ่อและคุณแม่เป็นผู้ประกันตนทั้งคู่ ให้ใช้สิทธิในการเบิกค่าคลอดบุตรฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น โดยไม่จำกัดจำนวนบุตร/ครั้ง

          ส่วนหลักฐานและเอกสารต่าง ๆ ที่ใช้ในการเบิกค่าคลอดบุตรสามารถดูได้จากเว็บไซต์ของ สำนักงานประกันสังคม

          แต่หากใครมีข้อสงสัยว่า การผ่าคลอดจะสามารถเบิกประกันสังคมได้หรือไม่ แล้วถ้าได้ลูกแฝดจะเบิกได้เท่าไร ลองมาหาคำตอบที่นี่ค่ะ

          - ตอบทุกคำถาม ! ประกันสังคม ผ่าคลอด เบิกเงินได้เท่าไหร่ ให้สิทธิประโยชน์อะไรบ้าง

ประกันสังคม คลอดบุตร สิทธิที่คุณแม่ป้ายแดงควรรู้

ค่าตรวจและค่ารับฝากครรภ์

          นอกจากค่าคลอดบุตรเหมาจ่ายครั้งละ 13,000 บาทแล้ว ล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 สำนักงานประกันสังคมได้เพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ ให้คุณแม่ที่เข้ารับบริการฝากครรภ์ในสถานพยาบาลตามเกณฑ์คุณภาพที่กำหนด ได้ค่าตรวจและรับฝากครรภ์เพิ่มอีก 1,000 บาท โดยมีเกณฑ์คือ

          - อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ (3 เดือน) จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 500 บาท
          - อายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ (3-5 เดือน) จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 300 บาท
          - อายุครรภ์มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 28 สัปดาห์ (5-7 เดือน) จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 200 บาท


ประกันสังคม คลอดบุตร
ภาพจาก เฟซบุ๊ก สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน

          โดยสิทธิดังกล่าวอยู่ระหว่างการดำเนินการยกร่างประกาศคณะกรรมการการแพทย์กรณีการฝากครรภ์ตามเกณฑ์คุณภาพ ซึ่งมีผลบังคับใช้ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 เป็นต้นไป

          ทั้งนี้หากประกาศมีผลบังคับใช้แล้ว คุณแม่สามารถนำหลักฐานเข้ารับบริการจากสถานพยาบาลในแต่ละครั้งไปขอรับประโยชน์ทดแทนส่วนค่าตรวจและรับฝากครรภ์เพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคม โดยไม่ต้องรอให้มีการคลอดบุตร

ประกันสังคม คลอดบุตร

ค่าสงเคราะห์บุตร

          คุณแม่ที่จะได้สิทธินี้ต้องเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 กับ 39 เท่านั้น ซึ่งจะต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 36 เดือน (3 ปี) ก่อนเดือนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ โดยคุณแม่จะได้รับเงินสงเคราะห์บุตรเหมาจ่ายเดือนละ 600 บาทต่อบุตรหนึ่งคน (มีผลบังคับใช้เดือนมกราคม 2561 เป็นต้นไป) ซึ่งเงื่อนไขที่จะได้รับเงินคือ

          - ต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย คือเป็นลูกแท้ ๆ ของตัวเอง ยกเว้น บุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น

          - บุตรต้องมีอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ จำนวนคราวละไม่เกิน 3 คน เว้นแต่ผู้ประกันตนเป็นผู้ทุพพลภาพหรือถึงแก่ความตายในขณะที่บุตรมีอายุแรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ จะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนต่อจนอายุ 6 ปีบริบูรณ์

          ทั้งนี้ คุณแม่จะหมดสิทธิรับเงินสงเคราะห์บุตรเมื่อ..

              -  บุตรมีอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์
              -  บุตรเสียชีวิต
              -  ยกบุตรให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่น
              -  ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง

          ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าสงเคราะห์บุตร และหลักฐานเอกสารที่ต้องใช้สามารถดูได้ที่ สำนักงานประกันสังคม

          ทีนี้คุณแม่ก็ได้ทราบแล้วว่าหากคุณแม่เป็นผู้ประกันตน คุณแม่จะได้รับสิทธิใดบ้าง และจะใช้สิทธิที่มีอยู่ได้อย่างไร ทีนี้คุณแม่ก็สามารถไปคลอดน้องได้อย่างสบายใจสบายกระเป๋ากันแล้วล่ะ


***หมายเหตุ : อัปเดตข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2562

อ่านรายละเอียดเพิ่มจาก
สำนักงานประกันสังคม, ราชกิจจานุเบกษา

เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
ประกันสังคม คลอดบุตร สิทธิที่คุณแม่ป้ายแดงควรรู้ โพสต์เมื่อ 10 กรกฎาคม 2558 เวลา 15:29:13 250,702 อ่าน
อ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ..คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ เขียนเลย
TOP