รู้ไหม เงินประกันสังคมที่จ่ายแต่ละเดือน ไปอยู่ไหนบ้าง?

 รู้ไหม เงินประกันสังคมที่จ่ายแต่ละเดือน ไปอยู่ไหนบ้าง?

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม


          ประกันสังคม จ่ายกันทุกเดือน ๆ แต่มีใครรู้บ้างเงินที่เราจ่ายไปนั้น ไปอยู่ที่ไหนบ้าง แล้วเราจะได้คืนบ้างไหม?

          มนุษย์เงินเดือนคงไม่มีใครไม่รู้จัก "ประกันสังคม" เป็นแน่ ก็เพราะทุก ๆ เดือน นายจ้างจะหักเงินจากเรา 5% ของเงินเดือนนำส่งให้กับสำนักงานประกันสังคม ซึ่งก็ทำให้หลายคนแอบบ่นอยู่เหมือนกันว่า ทำไมเราต้องส่งเงินที่ได้จากหยาดเหงื่อแรงงานของเราทุกเดือน ๆ ให้กับกองทุนประกันสังคมด้วยล่ะ แล้วเราจะได้ประโยชน์อะไรจากเงินส่วนนี้ ใครที่กำลังคาใจเรื่องนี้อยู่ กระปุกดอทคอมจะมาให้คำตอบว่า เงินสมทบกองทุนประกันสังคมของเราไปอยู่ที่ไหนกันบ้าง ?

          ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า การจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมนั้น เป็นข้อบังคับตามพระราชบัญญัติประกันสังคม ซึ่งในปี 2558 นี้ กำหนดให้ลูกจ้างต้องส่งเงินให้กองทุน 5% ของเงินเดือน ส่วนนายจ้างก็ต้องสมทบให้อีก 5% โดยคำนวณจากอัตราค่าจ้างจริงต่ำสุด 1,650 บาท และสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท

          คิดง่าย ๆ ก็คือ ผู้ที่มีเงินเดือนตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป จะต้องถูกหักเงินส่งเข้ากองทุนประกันสังคมสูงสุดไม่เกิน 750 บาท แต่ถ้าใครมีเงินเดือนน้อยกว่า 15,000 บาท ก็จะคิดคำนวณหัก 5% ตามเงินเดือนจริงที่ได้รับ

          เอาล่ะ ทีนี้ก็มาดูกันว่า กรณีที่เราเป็นลูกจ้างจ่ายเงินสมทบประกันสังคมตามมาตรา 33 หรือ 39 เงิน 5% ที่เราจ่ายให้กองทุนประกันสังคมแต่ละเดือน รวมกับส่วนที่นายจ้างจ่ายให้อีก 5% จะถูกแบ่งไปเข้าส่วนไหน แล้วเราจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง?

          สมมติเราส่งเงินเข้าประกันสังคมเดือนละ 750 บาท ในกรณีนี้ นายจ้างจะสมทบให้อีก 750 บาทเช่นกัน ซึ่งเงินที่เราจ่ายไปในแต่ละเดือนนั้น จะถูกแบ่งสำหรับคุ้มครอง 3 กรณี คือ


1. กรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย ทุพพลภาพ เสียชีวิต


          ถ้าจ่ายเงินเข้ากองทุนเดือนละ 750 บาท เงินจะถูกแบ่งมาเข้าในส่วนนี้ 225 บาท สามารถใช้สิทธิ์ได้ เช่น

           - เข้ารับการบริการทางการแพทย์จนสิ้นสุดการรักษา ปลูกถ่ายไขกระดูก เปลี่ยนอวัยวะกระจกตา อวัยวะและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค บริการด้านทันตกรรม และเงินทดแทนการขาดรายได้

           * ผู้ใช้สิทธิ์ต้องส่งเงินสมทบครบ 3 เดือนภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนเดือนที่เข้ารับบริการทางการแพทย์

          ตรวจสอบหลักเกณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานประกันสังคม

           - เบิกค่าคลอดบุตรเหมาจ่าย ได้ 13,000 บาท ต่อการคลอดบุตรหนึ่งครั้ง กรณีผู้ประกันตนเป็นผู้หญิงสามารถเบิกเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร เหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นระยะเวลา 90 วัน ทั้งนี้ หากสามีและภรรยาเป็นผู้ประกันตนทั้งคู่ ให้ใช้สิทธิเบิกค่าคลอดบุตรรวมกันได้ไม่เกิน 4 ครั้ง โดยบุตรที่นำมาใช้สิทธิเบิกค่าคลอดบุตรแล้วไม่สามารถนำมาขอรับค่าคลอดบุตรได้อีก

           * ผู้ใช้สิทธิต้องจ่ายเงินสมทบครบ 7 เดือน ภายใน 15 เดือน ก่อนเดือนคลอดบุตร จึงมีสิทธิเบิกค่าคลอดบุตรได้

          ตรวจสอบหลักเกณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานประกันสังคม

           - กรณีทุพพลภาพ สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐได้ตามจริง สามารถเบิกเงินทดแทนการขาดรายได้ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเป็นรายเดือนตลอดชีวิต รวมทั้งค่าใช้จ่ายในกระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ทุพพลภาพทางร่างกาย จิตใจ และอาชีพ ไม่เกิน 40,000 บาทต่อราย

           * ผู้ใช้สิทธิต้องจ่ายเงินสมทบครบ 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนเดือนที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดให้เป็นผู้ทุพพลภาพ และเจ็บป่วยหรือประสบอันตรายจนถึงขั้นทุพพลภาพ

          ตรวจสอบหลักเกณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานประกันสังคม

           - หากถึงแก่ความตายจะได้รับค่าทำศพ 40,000 บาท (ผู้ใช้สิทธิต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้ว 1 เดือน ภายในระยะเวลา 6 เดือน) และมีทายาทสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ กรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้ว 36 เดือนขึ้นไป

          ตรวจสอบหลักเกณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานประกันสังคม

          อย่างไรก็ตาม เงินที่ถูกส่งมาสมทบในส่วนนี้ หากผู้ประกันตนไม่ใช้สิทธิ ก็จะไม่ได้รับเงินส่วนนี้คืน


2. กรณีว่างงาน 


          ถ้าจ่ายเงินเข้ากองทุนเดือนละ 750 บาท เงินจะถูกแบ่งมาเข้าในส่วนนี้ 75 บาท โดยได้รับความคุ้มครอง 2 กรณี คือ

           - ถูกเลิกจ้าง จะได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 180 วัน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย เช่น มีเงินเดือนเฉลี่ย 20,000 บาท จะได้รับเงินทดแทนเดือนละ 10,000 บาท เป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน

           - ลาออก จะได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 90 วัน ในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้างเฉลี่ย เช่น มีเงินเดือนเฉลี่ย 20,000 บาท จะได้รับเงินทดแทนเดือนละ 6,000 บาท เป็นเวลาไม่เกิน 3 เดือน

           * ผู้ใช้สิทธิต้องจ่ายเงินสมทบในส่วนของกรณีว่างงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนการว่างงาน (ถูกเลิกจ้างหรือลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างตามกำหนดระยะเวลา) โดยไม่มีความผิดตามกฎหมาย

          ตรวจสอบหลักเกณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานประกันสังคม

          สำหรับเงินที่สมทบในส่วนนี้ หากผู้ประกันไม่ว่างงานเลย ทำให้ไม่ได้ใช้สิทธิส่วนนี้ เงินส่วนนี้ก็จะหายไป ไม่ได้คืน


3. กรณีสงเคราะห์บุตร และชราภาพ


          ถ้าจ่ายเงินเข้ากองทุนเดือนละ 750 บาท เงินจะถูกแบ่งมาเข้าในกรณีชราภาพ 450 บาท ซึ่งเป็นเงินออมที่จะได้รับเงินคืนเมื่ออายุครบ 55 ปี อย่างไรก็ตาม การจะได้รับเงินคืนนั้น จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขดังนี้

          1. หากจ่ายเงินสมทบไม่ครบ 12 เดือน ผู้ประกันตนจะได้รับ "เงินบำเหน็จชราภาพ" เท่ากับจำนวนเงินสมทบที่จ่ายมาเพื่อประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ

          เช่น จ่ายประกันสังคมเดือนละ 750 บาท ในจำนวนนี้จะถูกแบ่งมาเข้ากรณีชราภาพ 450 บาท หากจ่ายมาแล้ว 10 เดือน เท่ากับว่าจะได้เงินบำเหน็จชราภาพ คืนไป 450x10 = 4,500 บาท

         2. หากจ่ายเงินสมทบเกิน 12 เดือน แต่ยังไม่ถึง 180 เดือน (15 ปี) ผู้ประกันตนจะได้รับ "เงินบำเหน็จชราภาพ" เท่ากับจำนวนเงินสมทบที่จ่ายมาเพื่อประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ รวมกับส่วนที่นายจ้างจ่ายสมทบมาให้ด้วย

          เช่น จ่ายประกันสังคมเดือนละ 750 บาท ในจำนวนนี้จะถูกแบ่งมาเข้ากรณีชราภาพ 450 บาท หากจ่ายมาแล้ว 5 ปี (60 เดือน) เท่ากับว่าจะได้เงินบำเหน็จชราภาพ คืนไป 450 บาท (ส่วนที่ตัวเองจ่าย) + 450 บาท (ส่วนที่นายจ้างจ่าย) x 60 เดือน = 54,000 บาท

         3. หากจ่ายเงินสมทบมาแล้ว 180 เดือน (15 ปี) ผู้ประกันตนจะได้รับ "เงินบำนาญชราภาพ" ในอัตราร้อยละ 20 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง โดยรับเป็นรายเดือน

          เช่น ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายอยู่ที่ 20,000 บาท จะได้รับเงินบำนาญร้อยละ 20 คือ 4,000 บาท ไปทุกเดือนจนกว่าจะเสียชีวิต

         4. หากจ่ายเงินสมทบมากกว่า 180 เดือน (15 ปี)  ผู้ประกันตนจะได้รับ "เงินบำนาญชราภาพ" ในอัตราร้อยละ 20 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง และยังจะได้รับโบนัสเพิ่ม 1.5% ในส่วนปีที่เกินมาจาก 15 ปี

          เช่น ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายอยู่ที่ 20,000 บาท จ่ายสมทบประกันสังคมมาแล้ว 20 ปี (เท่ากับมีส่วนเกิน 15 ปี ไปอีก 5 ปี) ดังนั้นจะได้รับบำนาญ (20% x 20,000 บาท) + โบนัส (1.5% x 20,000 บาท x 5 ปี) = 4,000+1,500 = 5,500 บาท คือจะได้รับเงินเดือนละ 5,500 บาทไปจนกว่าจะเสียชีวิต

          อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกันตนได้รับเงินบำนาญชราภาพยังไม่ครบ 5 ปี (60 เดือน) แต่เสียชีวิตก่อน จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจำนวน 10 เท่าของเงินบำนาญชราภาพรายเดือนที่ได้รับคราวสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตาย เช่น เดือนที่แล้วรับเงินบำนาญชราภาพมา 5,500 บาท หากตอนนี้เสียชีวิต สำนักงานประกันสังคมจะจ่ายให้ 55,000 บาท

          ตรวจสอบหลักเกณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานประกันสังคม

          ส่วนกรณีสงเคราะห์บุตรนั้น จะได้รับเงินสงเคราะห์บุตรเหมาจ่ายเดือนละ 400 บาทต่อบุตร 1 คน ซึ่งจะต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย มีอายุแรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ จำนวนคราวละไม่เกิน 2 คน

          * ผู้ใช้สิทธิต้องจ่ายเงินสมทบในส่วนของกรณีสงเคราะห์บุตรมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 36 เดือน ก่อนเดือนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน และต้องเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 หรือ มาตรา 39

          ตรวจสอบหลักเกณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานประกันสังคม

          ทีนี้ก็คงรู้กันแล้วว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เราจ่ายเพื่อเข้ากองทุนประกันสังคมถูกนำไปเก็บไว้ในส่วนใดบ้าง และนี่ก็คือประโยชน์ที่ผู้ประกันตนจะได้รับ เพื่อเป็นหลักประกันในการดำเนินชีวิตต่อไป


ติดตามข่าวเศรษฐกิจ การเงิน ภาษี สินเชื่อ บทความการเงินน่ารู้มากมาย


 

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก

สำนักงานประกันสังคม , เฟซบุ๊ก มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค











คิดอย่างไรกับเรื่อง: รู้ไหม เงินประกันสังคมที่จ่ายแต่ละเดือน ไปอยู่ไหนบ้าง? ?

รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !

หุ้นไทยวันนี้

ราคาทองวันนี้

วันที่ 24 มิ.ย. 2560 , 09:19 น.
  • รับซื้อขายออก
  • ทองแท่ง20,150.0020,250.00
  • ทองรูปพรรณ19,783.8020,750.00
รู้ไหม เงินประกันสังคมที่จ่ายแต่ละเดือน ไปอยู่ไหนบ้าง? โพสต์เมื่อ 8 พฤษภาคม 2557 เวลา 18:26:43 2,496 อ่าน แสดงความคิดเห็น
TOP