
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณไม่สวย แต่เลือกได้ สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม
สาวออฟฟิศที่ใช้ชีวิตมนุษย์เงินเดือนและมีความฝันว่าอยากจะไปเที่ยวต่างประเทศกับเขาบ้าง แต่ก็กังวลเรื่องงบประมาณท่องเที่ยวว่าอาจจะเกินงบ ถ้าได้ลองอ่านกระทู้ที่กระปุกดอทคอมได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ จาก คุณไม่สวย แต่เลือกได้ สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม แล้วล่ะก็ รับรองเลยว่าจะต้อง อึ้ง และทึ่ง ในทริปเที่ยวยุโรปสุดประหยัดครั้งนี้ จนอยากจะรีบแพคกระเป๋า จองตั๋วเครื่องบิน ไปตะลุยเที่ยวให้ฉ่ำปอดเลยจ้า เพราะด้วยงบประมาณคนละ 6 หมื่นบาท แต่สาวออฟฟิศทั้ง 8 คน กลับไปลั้ลลาทวีปยุโรปได้ถึง 8 เมือง ใน 4 ประเทศ เราลองไปดูเคล็ดลับท่องเที่ยวราคาเบา ๆ ครั้งนี้กันเลย
สาวออฟฟิศ 8 ชีวิต พิชิตยุโรป 8 เมือง 4 ประเทศ 13D12N (เชค – ฮังการี – ออสเตรีย – เวียนนา) ด้วยเงินคนละหกหมื่นบาท
สวัสดี ชาวห้องบลูฯ ที่เคารพรักนะคะ
ทริปนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม ปีที่แล้ว (2556) แต่ขออนุญาตย้อนหลังไป 18 เดือน ก่อนเกิดทริปนี้กันก่อนนะคะ...นั่นก็คือราว ๆ ต้นปี 55…จขกท กับน้อง ๆ อีกสองชีวิต ที่ทำงานในออฟฟิศเดียวกัน ซึ่งเป็นแก๊งค์ที่เรียกว่าเฮไหน เฮนั่น ไปกันทั่วทุกสารทิศ ร้อยเอ็ดเจ็ดยานน้ำ จนกระทั่ง จขกท ได้มาเห็น รีวิว ในห้องบลูและใน เว็บ trekking thai เกี่ยวกับการ trekking ABC ไปก็เกิดปิ๋งไอเดียว่า “เฮ้ย เราไปเที่ยวต่างประเทศกันไหม” จึงเอาไปนำเสนอ ๆ น้อง ๆ รวมถึงงบประมาณคร่าว ๆ ที่จะต้องใช้ ผลก็คือ เด็ก ๆ ตบปากรับคำ ว่า “ไป ๆ ๆ พี่ ..ไปไหนไปกัน”...แต่ จขกท. ก็แนะนำน้อง ๆ ไปว่า ถ้าเราจะทำให้ฝันเราเป็นจริง เราจะต้องเก็บเงินร่วมกัน เพราะถึงเวลาจริง ๆ มันจะต้องใช้เงินเป็นก้อน แล้วพวกเราจะรู้สึกว่าเงินมันเยอะ และถึงเวลานั้น ก็จะไม่มีเงิน หรือถึงขั้นทริปเราล่มก็เป็นได้ จึงเป็นที่มาของการเปิดบัญชีธนาคารร่วมกัน...3 ชื่อ...รวมกันเดือนละ 10,000 บาท โดยเฉลี่ยคนละ 3,000 ซึ่งในแต่ละเดือนจะมีคนที่ต้องจ่าย 4,000 วนกันไปจนกว่าจะครบ 150,000 หรือเท่ากับ 50,000 บาทต่อคน
ระหว่างนั้น จขกท. ก็ได้ศึกษาหาข้อมูล โน้น นี่ นั่น ว่าการเดินทาง การเตรียมตัว ไป trekking นั้นจะเป็นยังไงบ้าง....ซึ่งส่วนสำคัญนั่นก็คือการเตรียมร่างกายให้ฟิตมากที่สุด ออกกำลังกายให้สุขภาพแข็งแรง เพราะจะต้องเจอการเดินแบบมหาโหด จึงนัดกะน้อง ๆ ว่าเราไปออกกำลังกายเตรียมพร้อมกันดีไหม...แรก ๆ ก็ดูเหมือนว่าจะกระตือรือร้นดีกันทุกคน...พอหลัง ๆ ความขี้เกียจก็เริ่มครอบงำ ไปบ้าง ไม่ไปบ้าง รู้สึกว่ามันยากเย็นจังเนอะ...ความคิดที่จะเปลี่ยน Destination ก็แว่บเข้ามาในความคิดของ จขกท.ทันทีทันใด
และนั่นก็ทำให้เริ่มต้นการค้นหาข้อมูลใหม่อีกครั้ง เลือก ๆ อยู่นานว่าจะไปไหนดี จนมีคนมาบอกให้ลองหาข้อมูลยุโรปตะวันออกดูสิ เค้าว่ามันถูกใช้เงินไม่เยอะด้วย...จึงลองหาข้อมูลทำแพลนของทริป เรื่องการเดินทางทั้งหมด เลยได้มาเป็น Prague – Budapest – Vienna – Hallstatt – Salzburg – Innsbruck – Fussen – Cesky Krumlov – Prague
8 เมือง 4 ประเทศ ในงบห้าหมื่นบาท
ด้วยความที่ จขกท. เป็นคนขี้อวด (อิอิ) เลยเอาแพลนอันนี้ไปโชว์เพื่อน ๆ น้อง ๆ ที่สนิทในที่ทำงาน อีกสองคน ปรากฏว่า ตัวหล่อนสนใจ โดยมีนางนึงถึงขั้นบอกว่าขอเอาพี่สาวกับเพื่อนพี่สาวไปด้วยได้ไหม เค้าอยากไปมาก....จขกท. เห็นว่าไปกันเยอะและยิ่งเป็นเลขคู่จะช่วยทำให้ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ถูกลง จึงอนุญาตให้พวกเค้าร่วมทริปด้วย...เลยมาลงตัวกันที่ 8 ชีวิต กับแผนการเดินทาง ดังนี้

และหลังที่สรุปจำนวนสมาชิกผู้เดินทางได้แล้ว...ปฏิบัติการจองตั๋วเครื่องบิน, ที่พัก, รถไฟ, รถบัสระหว่างเมือง, Pass ต่าง ๆ รวมถึงการขอวีซ่าก็เริ่มต้น...
ตั๋วเครื่องบิน
เราจองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าก่อนเดินทาง 10 เดือน โดยผ่านเว็บ www.cheaptickets.co.th ซึ่งในเวลานั้นสายการบิน AEROFLOT ให้ราคาที่ถูกที่สุด คือ 24,990 บาท ไป-กลับ Prague โดยเปลี่ยนเครื่อง Moscow ประมาณ 2 ชั่วโมง และถ้ารวมค่าประกันการเดินทางตลอดทริปอีก 1,059 บาท จะเป็น 26,049 บาท ซึ่งสามารถซื้อได้จากเว็บไซต์นี้เลย จะได้ไม่ต้องยุ่งยากไปหาอีกครั้งตอนใกล้จะขอวีซ่า เพราะราคาจะแพงกว่านี้อีก
การซื้อตั๋วเครื่องบินผ่าน cheaptickets.co.th เป็นอะไรที่แสนจะง่ายดาย และทำให้เราเปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบินได้แบบ real time ซึ่ง จขกท. ใฝ่ฝันที่อยากจะเห็นเว็บไซต์ซื้อตั๋วเครื่องบินแบบนี้มานานแล้ว ประกอบกับการหาข้อมูลเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือ จึงมั่นใจได้ว่าซื้อตั๋วเครื่องบินผ่านเว็บไซต์นี้เป็นอะไรที่สะดวกสำหรับคนเดินทางจริง ๆ ถึงแม้ว่า Call center จะโทรติดยากติดเย็นก็ตามที...แต่อย่างน้อยก็มี admin ที่น่ารัก ตอบคำถามลูกค้าได้รวดเร็วบนหน้าแฟนเพจ CheapTickets Thailand ก็ถือว่าเป็นอีกช่องทางสำหรับคนที่ใช้บริการนะคะ...ถ้ามีปัญหาอะไรเกี่ยวกับการซื้อตั๋วผ่าน cheaptickets แนะนำให้ติดต่อหน้าแฟนเพจแทนการโทรศัพท์ค่ะ
สำหรับ สายการบิน Aeroflot ที่เราเลือกนั้น
อย่างแรก เป็นเพราะมันถูก และสามารถประหยัดงบการเดินทางของพวกเราทุกคนในทริปได้เป็นอย่างมาก...
อย่างที่สอง คือ เรื่องของเวลาในการเดินทาง โดยใช้เวลาเปลี่ยนเครื่องแค่สองชั่วโมง ทั้งขาไปและขากลับ ซึ่งถือว่าคุ้มมากสำหรับราคาเท่านี้ โดยออกจากกรุงเทพ เวลา 9.30 น. ใช้เครื่องบินแบบ Airbus A330-300 (มี PTV ส่วนตัว) ถึงมอสโคว เวลา 16.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น และออกเดินทางจากมอสโควไปปราก เวลา 19.05 ถึงปราก เวลา 19.50 ตามเวลาท้องถิ่น โดยเครื่องบินแบบ A320-200 ซึ่งระยะห่างของเครื่องบินทั้งสองแบบ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่อึดอัดมากนัก สำหรับการบิน 9 ชั่วโมง และ 2 ชั่วโมง
อย่างที่สาม คือ การบริการแบบ Full Service ซึ่งจะ serve อาหารสองมื้อ คือ อาหารเช้า และอาหารเย็นก่อนเครื่องลงสองชั่วโมง แถมยังมี snack กับเครื่องดื่มซึ่งสามารถขอได้ตลอดการเดินทางกับลูกเรือ แต่ก็อย่าได้คาดหวังเอาอะไรกับลูกเรือ และรสชาติอาหาร ของสายการบินนี้มากนัก เพราะเป็นมาตรฐานของรัสเซีย ที่ไม่อาจเปรียบสายการบินระดับ 5 ดาว
อย่างที่สี่ คือ ตรงเวลา ด้วยช่วงเวลาที่เราเดินทางนั้นเป็นช่วงเดือนตุลา หรือ Autumn ในแถบยุโรป และจากการหาข้อมูลของสายการบินนี้ ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องสภาพอากาศที่มอสโคว การตรงเวลาของสายการบินนี้ ก็ถือว่า อยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ เพราะฉะนั้น ท่านใดที่จะเดินทางไปยุโรป จขกท. ขอแนะนำ Aeroflot เป็นอีกทางเลือกในการเดินทางนะคะ..
เราจองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าก่อนเดินทาง 10 เดือน โดยผ่านเว็บ www.cheaptickets.co.th ซึ่งในเวลานั้นสายการบิน AEROFLOT ให้ราคาที่ถูกที่สุด คือ 24,990 บาท ไป-กลับ Prague โดยเปลี่ยนเครื่อง Moscow ประมาณ 2 ชั่วโมง และถ้ารวมค่าประกันการเดินทางตลอดทริปอีก 1,059 บาท จะเป็น 26,049 บาท ซึ่งสามารถซื้อได้จากเว็บไซต์นี้เลย จะได้ไม่ต้องยุ่งยากไปหาอีกครั้งตอนใกล้จะขอวีซ่า เพราะราคาจะแพงกว่านี้อีก
การซื้อตั๋วเครื่องบินผ่าน cheaptickets.co.th เป็นอะไรที่แสนจะง่ายดาย และทำให้เราเปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบินได้แบบ real time ซึ่ง จขกท. ใฝ่ฝันที่อยากจะเห็นเว็บไซต์ซื้อตั๋วเครื่องบินแบบนี้มานานแล้ว ประกอบกับการหาข้อมูลเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือ จึงมั่นใจได้ว่าซื้อตั๋วเครื่องบินผ่านเว็บไซต์นี้เป็นอะไรที่สะดวกสำหรับคนเดินทางจริง ๆ ถึงแม้ว่า Call center จะโทรติดยากติดเย็นก็ตามที...แต่อย่างน้อยก็มี admin ที่น่ารัก ตอบคำถามลูกค้าได้รวดเร็วบนหน้าแฟนเพจ CheapTickets Thailand ก็ถือว่าเป็นอีกช่องทางสำหรับคนที่ใช้บริการนะคะ...ถ้ามีปัญหาอะไรเกี่ยวกับการซื้อตั๋วผ่าน cheaptickets แนะนำให้ติดต่อหน้าแฟนเพจแทนการโทรศัพท์ค่ะ
สำหรับ สายการบิน Aeroflot ที่เราเลือกนั้น
นี่เป็นอีกโจทย์ที่ทำให้ จขกท. หนักใจ เพราะเนื่องจากเราไปกันถึง 8 เมือง จึงทำให้ต้องหาข้อมูลเยอะเพื่อให้เหมาะกับจำนวนคนที่ไป แต่ด้วยความที่เราไปกัน 8 คน เรื่องการหาที่หลับที่นอน จึงไม่ค่อยเป็นปัญหามากนัก เพราะโดยส่วนใหญ่ที่พักจะจัดแบบเลขคู่อยู่แล้ว ยิ่งทำให้เราสามารถเหมาห้องได้เลยแบบสบายไม่ต้องกังวลเรื่องการไปนอนรวมกับคนอื่น
เว็บไซต์ที่เราค้นหามีอยู่หลัก ๆ คือ hostelworld.com โดยจะมีการเก็บ down payment 10% และค่า service fee 2% จากยอดรวมของค่าห้อง ซึ่ง service fee นี่จะไม่มีการไปหักกับค่าห้องนะคะ..ถือเป็นค่าบริการเลย โดยวันที่เดินทางไปถึงก็จะจ่ายแค่ส่วนที่เหลือจากการหัก 10% ไปแล้ว ในเว็บไซต์นี้ก็รวบรวมที่พักในเมืองที่เราต้องการไป และก็อาจจะไม่ทั้งหมดทุกที่ ซึงแนะนำให้หาจากเว็บไซต์อื่น ๆ ประกอบกันด้วย อันได้แก่ booking.com หรือ hostel.com ซึ่งข้อดีของ booking.com จะไม่เก็บค่า service charge และสามารถ cancel ได้ไม่เสียค่าใช้จ่าย ถ้ามีการดำเนินการในระยะเวลาที่กำหนด ..
ที่นี่กลับมาที่ hostelworld กันดีกว่าค่ะ..ทำไม จขกท ถึงเลือกเว็บไซต์นี้ ก็เพราะเป็นเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้อันดับต้นของโลก และเหมาะสำหรับคนที่จะเดินทางจริง ๆ ....โดยรวบรวมสถานที่พักในเมืองสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ของโลก และยังมีสถานะของที่พักว่าเป็น recommended หรือเปล่า ซึ่งทำให้เราสามารถตัดสินใจได้ง่ายในเลือกที่พักค่ะ
ที่นี่มาเริ่มกันที่ ที่พักคืนแรกและคืนสุดท้ายของเรานั่นก็คือ orange hostel อีเมล hostelorange20@gmail.com
ในปราก Hostel นี้ถูกโหวตให้เป็น recommended โดย Trip advisor อันเนื่องจากสถานที่, ความสะอาดและราคาเป็นที่น่าพึงพอใจ และถือว่าคุ้มค่าสำหรับผู้เข้าพัก โดยสถานที่ตั้งของโรงแรมนี้ อยู่ในย่าน Old town Mustek ซึ่งสามารถเดินเท้าสะพานชาร์ล หรือ แม้กระทั่ง นาฬิกาโบราณ กับจัตุรัสใจกลางเมือง โดยใช้เวลาไม่นานมากนัก อีกทั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดิน Mustek ที่สาย A กับ สาย B มาบรรจบกัน ทำให้การเดินทางไปในสถานที่สำคัญ ๆ ในกรุงปราก เป็นเรื่องง่ายไปเลย....แต่ข้อเสียของ hostel คือป้ายโรงแรมจะเล็กมาก และทางเข้าจะเป็นทางเข้าเดียวกับร้านอาหารทำให้การเดินหาโรงแรมหลังจากขึ้นมาจากรถไฟฟ้าใต้ดิน ใช้เวลาอยู่สักพัก...และอีกอย่างที่โรงแรมไม่มีคือ ลิฟท์ เพราะชั้นของที่พักนั้นอยู่ตั้งแต่ชั้น 3 ขึ้นไปจนถึงชั้น 5-6 จึงอาจจะไม่เหมาะสมสำหรับผู้มีสัมภาระเยอะ และใหญ่
และสำหรับห้องพักนั้นก็มีหลายขนาด ตั้งแต่ห้องเดี่ยว ห้องรวม โดยทริปของเราได้จองห้องรวมสำหรับ 4 คน ห้องน้ำในตัว จำนวน 2 ห้อง ราคา 20 eur ต่อคนต่อคืน ซึ่งถือว่าคุ้มมากถ้าเทียบกับความสะดวกสบายในการเดินทาง สำหรับราคา 800 บาทต่อคน
รูปเครดิต : จากเว็บไซต์โรงแรม Orange hostel
ต่อมาเป็นโรงแรมใน Budapest ที่ชื่อ Pal’s hostel Budapest ค่ะ อีเมล palshostel@gmail.comโรงแรมนี้ ทุกคนในทริป ยกให้เป็น number one สำหรับที่พักของเราเลยค่ะ..เพราะอะไรเหรอคะ เพราะทุกคนไม่อยากเชื่อว่าของถูกและดี มีในโลกด้วย งานนี้เราได้ห้องแบบ Apartment ที่รวมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ตั้งแต่อุปกรณ์ทำครัว...เตียง สำหรับสี่คน โซฟา มุมรับแขก...มุมทำงาน กับขนาดห้องที่กะด้วยสายตาน่าจะประมาณ 60 ตรม.ขึ้นไป...ที่สำคัญระเบียงที่เปิดออกไปเจอวิวของโบสถ์สำคัญ St. Stephen’s basilica แค่นี้เราก็ฟินไม่รู้จะฟินยังไงแล้ว...ยิ่งบวกกับค่าห้องต่อคนต่อคืนที่เราจ่ายไป 16eur หรือไม่ถึง 700 บาท มันทำให้เราได้รับรู้ว่าคำพูดที่ว่าของถูกและดี ไม่มีในโลก มันไม่จริง
สำหรับสถานที่ตั้งของโรงแรมนี้ ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน Deak Ferenc ter 15 นาที ซึ่งเป็น interchange station สำหรับสายรถไฟฟ้าใต้ดินทุกสายใน Budapest แต่จะแปลกกว่าโรงแรมที่อื่นนิดนึงตรงที่ห้องพักแบบ Apartment จะอยู่คนละตึก คนละฝั่งกับที่เช็คอิน ซึ่งอาจจะต้องหาและคอยสักเกตุหน่อย เพราะป้ายของโรงแรมที่สำหรับเช็คอินนั้นเล็กมากก.....หากท่านใดสนใจสามารถศึกษารายละเอียดการเดินทางได้ที่เว็บไซต์ของโรงแรมโดยตรงนะคะ
แค่สองโรงแรมก็เริ่มหอบแห่ก ๆ แล้วนะคะ...ต่อไปเป็นโรงแรมที่สามในเวียนนา นั่นก็คือ Wombats City Hostel Vienna - at the Naschmarkt อีเมล office@wombats-vienna.at ซึ่ง Wombats ในเวียนนานั้นมีอยู่สามที่คือ The base, The Lounge และ the Naschmarkt ซึ่ง Location จะต่างกันไปนะคะ...ที่ จขกท. เลือกที่นี่เพราะ Location ล้วน ๆ เพราะใกล้ตลาดเช้า, ตลาดขายของมือสอง, หาของกินง่ายมีซุปเปอร์มาเก็ตเพียบ, และที่สำคัญใกล้พระราชวังเบิร์นบุน ซึ่งสามารถนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินต่อไปเพียงไม่กี่สถานี....ส่วนเรื่องราคานั้น ก็ตกคนละ 21eur ต่อคน ต่อคืน สำหรับห้อง Dorm 8 คน แบบมี Upper Deck ซึ่งก็ไม่แปลกใจสำหรับราคานี้ในเมืองใหญ่อย่างเวียนนา...รายละเอียดเพิ่มเติม ศึกษากันได้จากเว็บไซต์นะคะ
ที่นี่มาถึงโรงแรมของสถานที่ยอดฮิตของคนไทย นั่นก็คือ Hallstatt….จขกท. อุตส่าห์รีบจองล่วงหน้า 10 เดือน เพื่อให้ได้นอนที่ Hallstatt ที่ได้ขึ้นชื่อโรแมนติกมากที่สุดในสายตาคนไทยมากที่สุดในขณะนี้ ติดต่อไป 5–6 ก็โดนปฏิเสธว่าไม่รับจองล่วงหน้า ให้ติดต่อกลับมาใหม่อีก 6 เดือนข้างหน้า หรือบางที่ก็บอกว่าเต็มแล้ว เพราะเค้ามีงานประเพณีท้องถิ่นอะไรสักอย่างจำไม่ได้แล้ว ช่วงนั้นพอดีทำให้โรงแรมเต็มเร็วมากก...ไอ้เราก็เลยรอไปอีก 6 เดือนตามที่บางโรงแรมแนะนำ พอถึงเวลาก็ติดต่อ กลับไปใหม่ ปรากฏโดนปฏิเสธเนื่องจากเต็ม...ทีนี่ก็เลยถอดใจ หาที่นอนใกล้ ๆ แถวนั้น ประกอบกับเห็นรีวิวของคุณหมอสองคนที่ไปท่องโลก 40 กว่าวัน คิดว่าหลาย ๆ คนคงจำได้ เขียนไว้เกี่ยวกับที่พักที่ใกล้ ๆ กัน ในเขต Obertraun จขกท. ก็ไม่รีรอ หาข้อมูลทันทีทันใด จนไปได้ที่ Apartment Hotel Seerose จาก booking.com หรือหาได้จากเว็บไซต์ของโรงแรมโดยตรง seerose-obertraun.com อีเมล info@seerose-obertraun.com ซึ่งกว่าจะหาได้ให้เหมาะกับสมาชิกแปดคน เลือดตาแทบกระเด็น....และก็ไม่ผิดหวังกับที่นี่ เพราะสามารถเดินเท้ามาได้จากสถานีรถไฟ Obertraun และใกล้กับ Lake เดียวกันกับ Hallstatt เรียกว่าอยู่คนละฝั่งกับ Hallstatt เลย เพื่อน ๆ ในทริปลงความเห็นกันว่าคิดถูกแล้วที่มาพักแถบนี้ เพราะสงบ เงียบ วิวสวย คนไม่พลุกพล่าน เหมือน Hallstatt บอกได้เลยนะคะสถานที่สองแห่งนี้ไม่เหมาะกับคนโสดจริง ๆ ... มันโรแมนติกแบบมาก ๆ
สำหรับห้องพักที่เราได้ก็เป็นห้อง Apartment มีครัว และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันในราคาต่อคนต่อคืน 22.5eur ไม่รวมภาษีท้องถิ่นนะคะ...แต่เนื่องด้วยเรามีเวลาแค่คืนเดียวสำหรับที่นี่เลยทำให้ได้เสพบรรยากาศโรแมนติกน้อยไปหน่อย จขกท. ว่าจะกลับไปซ้ำรอยสะหน่อย...ติดอยู่ตรงที่ต้องไปคนเดียวเนี่ยสิ...เหงาแย่...
เครดิต : รูปบางส่วนจากเว็บไซต์โรงแรม Apartment Hotel Seerose
สำหรับโรงแรมต่อไป ก็คือ Salzburg ครั้งนั้นเราพักกันที่ YOHO - Int. Youth Hostel อีเมล office@yoho.at จขกท. คิดเองเออเองว่าน่าจะเป็นโรงแรมที่ถูกที่สุดใน Salzburg ประกอบกับความขี้เกียจเริ่มครอบงำ เลยจองโรงแรมนี้แบบไม่ต้องสงสัย ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ดูด้วยซ้ำว่าใกล้จากสถานีรถไฟไหม เดินทางสะดวกแค่ไหน...งานนี้เราได้ห้องรวมแปดคน แต่ห้องน้ำเป็นแชร์กลาง..หลังจากที่จองก็บอกสมาชิกในกลุ่มว่าเป็นห้องน้ำรวม...บางคนถึงกับต้องทำใจ เพราะไม่เคยมีประสบการณ์การเข้าห้องน้ำรวมมาก่อน...ก็ได้แต่ภาวนาขอให้เป็นห้องน้ำสะอาดก็พอ...กับราคาคนละ 17eur ต่อคนต่อคืน ...ถูกมาก ณ จุดนี้สำหรับเมืองท่องเที่ยว เมืองของ Mozart เมืองที่มีอะไรให้ดูเยอะมาก แบบเวลาหนึ่งวันเต็มก็ไม่พอ...หลังจากที่จองไปแล้วก็กลับมาดูสถานที่ตั้ง ปรากฏ เฮ้ย มันไปง่ายมากจากสถานีรถไฟ Salzburg แบบเดินเท้าไม่เกิน 10 นาที...
ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ เพราะ จขกท. ไม่ได้ถ่ายรูปไว้เลย..เนื่องจากเพลียมาก...ถ้าใครสนใจสามารถดูรูปได้ที่ www.yoho.at
ผ่านไปแล้วครึ่งแรก...เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา..เรามาต่อครึ่งหลังกันเลยดีกว่าค่ะ..
Innsbruck ....ขอบอกว่าแพลนมาเมืองนี้ เพื่อสนอง need จขกท. โดยเฉพาะ อิอิ ที่นี่ เราพักกันที่ AWA Innbrucke-Gasthof-Innbrucke อีเมล aae.hotels@yahoo.com เป็นที่พักริมใกล้ริมแม่น้ำที่ไหลผ่านเมือง แต่เดินไกลหน่อยนะคะ..ถ้ามาจากสถานีรถไฟ โดยใช้เวลาเดินประมาณ 20 นาทีเห็นจะได้...ถ้ามาช่วงอากาศเย็น ๆ เดือนตุลา เดินไกลขนาดนี้ก็ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคอะไร เพราะ จขกท. เดินมาแล้ว อิอิ...ที่ดีอย่างหนึ่งของที่นี่คือมีอาหารเช้าให้...ในราคาเกือบ 37eur ต่อคนต่อคืน ในแบบห้องพัก หนึ่งเตียง สองคน ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่พักที่สูงที่สุดสำหรับทริปเราเลยก็ว่าได้...แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เป็นเพราะ จขกท. ไม่สามารถหาโรงแรมอื่นได้อีกแล้วค่ะ..มันยากเย็นเหลือเกินสำหรับการหาที่พักในเมืองนี้...
เครดิต : ภาพบางส่วนในเว็บไซต์โรงแรม AWA Innbrucke-Gasthof-Innbrucke
เหลืออีกสองที่เท่านั้นค่ะ...ก็จะจบในส่วนของที่พักกันแล้ว
สำหรับที่พักในเมือง Fussen นี้มีอยู่ค่อนข้างเยอะพอสมควร แต่ จขกท. เลือก Mainstation Hostel อีเมล info@mainstation-hostel.deเพราะเห็นว่าใกล้สถานีรถไฟ Fussen ซึ่งเป็นจุดที่สะดวกมาก เพราะเป็นต้นและปลายสายของรถเมล์ ในการจะเดินทางไปปราสาท นอยชวาสไตน์ แล้วราคาก็เป็นมิตร ตกคนละ 20EUR สำหรับห้อง DORM 4 เตียง ห้องน้ำรวม ข้อเสียที่หาเจอจากอินเตอร์เน็ตนะคะ คือ ลิฟต์ก็ไม่มี ดีที่ขึ้นบันไดแค่ชั้นเดียว...แต่เรามีเรื่องเซอร์ไพรส์มากกว่านั้นค่ะ..เพราะเวลาไปถึง กลับเจอคนผิวสีเต็มโรงแรมไปหมดเลยค่ะ...ไม่เจอผู้หญิงฝรั่งหัวทองแม้แต่คนเดียว...มาเจอหนุ่ม ๆ ฝรั่งอีกทีก็ตอนพระอาทิตย์ตกดินแล้ว...บรรยากาศเริ่มไม่น่าไว้วางใจ เพราะห้องเราดันอยู่ด้านนอกที่ติดกับ reception ด้วย...แล้วคนผิวสีพวกนั้นก็มานั่งอยู่บริเวณแถว ๆ นั้น ทำให้เราไม่ค่อยสะดวกใจที่จะออกไปไหนมาไหน...ดีหน่อยที่เราไปกัน 8 คน เลยช่วยดูแลซึ่งกันและกันได้...ในช่วงเวลาอาบน้ำ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน พวกเราก็ไปนั่งรอกันหน้าห้องน้ำทั้งแปดคนเลยค่ะ..เพราะห้องน้ำเข้าได้ทีละคน...จขกท. จึงอยากจะบอกคนที่จะไปพักใน Fussen โดยเฉพาะผู้หญิงเดินทางตัวคนเดียวนะคะ..ถ้าไม่จำเป็นขอให้หลีกเลี่ยงโรงแรมนี้ อย่าเห็นแค่ถูกกับเดินทางง่าย เพราะเอาเข้าจริง ๆ Fussen เป็นเมืองเล็ก..อยู่ใกล้ไกล ไม่ยากสำหรับเดินทางไปปราสาท หรือไม่ก็ไปพักใน Munich เลยค่ะ..แล้วค่อยหาทางมาปราสาทนอยอีกทีก็ได้...
โรงแรมสุดท้าย นั่นก็คือ Hostel Krumlov House อีเมล info@krumlovhostel.com ใน Cesky Krumlove โรงแรมนี้ถูกเลือกให้เป็น Recommended ใน Trip advisor ซึ่งก็ไม่ผิดหวังค่ะ...เราได้ห้องรวม 6 เตียง กับห้อง Suite สำหรับสองคน ห้องน้ำในตัว ในราคาต่อคนต่อคืนที่ 15eur กับคุณภาพของที่พัก, ครัวส่วนกลางที่มีความสะดวกสบายทำให้เราประหยัดค่าอาหารไปได้หนึ่งมื้อ บวกความใส่ใจ และเป็นกันเองของเจ้าของ เสมือนอยู่บ้าน คุ้มค่าเหนือราคาค่ะ.. เลยทำให้ที่นี่เป็นอีกที่นึงที่เราทุกในทริปประทับใจค่ะ...
กลับมาแล้วค่า...อย่าชักชา รีรอ ร่ำไร...ไปกันต่อที่เรื่องการเดินทางเลยนะคะ...(โชคดีที่เจ้านายไม่อยู่ เลยแอบเอาเวลางานทำรีวิวสะเลย อิอิ) ถ้าพูดถึงเรื่องการเดินทางในทริปนี้ต้องขอบอกว่ามีเกือบทุกรสชาตินะคะ...ขาดแค่ลงเรืออย่างเดียว ซึ่งตอนแรกก็แพลนสะดิบดีว่าจะได้ลงเรือข้ามทะเลสาบจากสถานีรถไฟ ไปขึ้นที่ Hallstatt แต่เพราะที่พักเต็มหมด ก็เลยอดไปตามระเบียบ เลยต้องระเห็ดไปนอน Obertraun แทน มิอย่างนั้นก็คงได้กวาดหมดทุกประเภทแน่ ๆ เฮอะ ๆ ๆ
และเพื่อเป็นการง่าย สำหรับคนที่ต้องการจะตามรอย...จขกท. ก็อนุญาตแตกการเดินทางตามจุดหมายปลายทางในแต่ละวันนะคะ...ว่าเราเดินทางด้วยอะไร ขึ้นที่ไหน ใช้เงินกี่บาท ประเภทละเอียดยิบ ลับตาเดินก็หาเจอไรงี้...
กรุ๊ปของเรามาถึงสนามบิน Prague เวลาเกือบ ๆ จะสองทุ่ม โดยลงที่ Terminal E ซึ่งไม่ใช่ Terminal สำหรับกลุ่มเชงเก้น เพราะว่าเราบินมาจากมอสโคว ฉะนั้นจึงต้องผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองที่นี่....ซึ่งก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก เพราะคนน้อยมาก..แอบหวั่นใจว่าจะได้เข้าประเทศหรือป่าวน้า...ถึงแม้ว่าจะมีวีซ่าก็ตามเถอะ...เพราะสมาชิกทั้งหมดเป็นผู้หญิง แล้วเป็นหญิงไทยด้วย...ก็เลยกลัวว่าจะมีปัญหา จะคิดว่าหากินหรือป่าว..แต่ก็ผ่านไปด้วยดี...
แต่ก่อนจะผ่าน ตม. พวกเราหยุดแลกเงินเชคกันก่อน เพราะว่าส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรับยูโร ถึงรับ เค้าก็จะถอนมาเป็นเชคอยู่ แล้วก็จะได้เรทไม่ดีด้วย..เลยตัดสินใจแลกเงินส่วนหนึ่งก่อนเพื่อให้พอซื้อตั๋วรถบัส กับรถไฟฟ้าใต้ดินเข้าเมือง....
พอรับกระเป๋าเสร็จ ก็เดินออกมาที่โถงผู้โดยสารขาเข้า มองหาเคาน์เตอร์ Public Transportation จะเห็นอยู่ด้านขวามือ ก็ตรงปรี่เข้าไปบอกว่าซื้อตั๋วเที่ยวเดียวแบบ 90 นาที ราคา 32 Korn หรือประมาณ 50 บาทไทย (คูณด้วย 1.7 ตามเรท ณ วันเดินทาง) ซึ่งตั๋วใบนี้จะสามารถใช้ขึ้นรถเมล์, รถไฟฟ้าใต้ดิน หรือ Tram ได้หมดภายในเวลา 90 นาที..แต่ที่สำคัญอย่าลืม Valid ตั๋วก่อนใช้งานนะคะ...บนรถเมล์ หรือสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินจะมีตู้เหลือง ๆ ตั้งไว้ตรงทางเข้า ให้เอาหางบัตรเสียบเข้าไปเลยค่ะ..เครื่องก็จะพิมพ์วันที่ กะเวลาที่เราใช้งาน...ห้ามลืมนะคะ..เพราะถ้ามีเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋ว คุณจะโดนค่าปรับอานมิใช่น้อย
หลังจากที่เราได้ตั๋วแล้วก็เดินออกมาจากอาคาร เลี้ยวขวาไปยังป้ายรถเมล์ ซึ่งเป็นที่จอดของสายรถเมล์ 119 ตรงป้ายรถเมล์นั้นก็จะบอกรายละเอียดชัดเจน สำหรับสายรถเมล์ที่จะขึ้น วิ่งผ่านที่ไหนบ้าง โดยเราจะนั่งจากต้นสาย ไปยังสุดสายเลย ซึ่งจะไปบรรจบกับสถานีต้นสายของรถไฟฟ้าใต้ดิน สาย A ที่สถานี Dejvická ที่คุณจะสามารถเดินทางไปยังจุดหมายที่ต้องการในกรุงปากผ่านระบบขนส่งใต้ดิน....เรามุ่งหน้าไปสถานี Mustek ซึ่งเป็นสถานีที่ตั้งของโรงแรมเรา...เลยสามารถนั่งยาวไปได้ โดยไม่ต้องไปต่อสายอื่นให้ยุ่งยาก...ถ้าใครอยากจะมาพักแถวสถานี Mustek แนะนำให้ศึกษาทางขึ้นทางลงสถานีให้ดีนะคะ...เพราะมันมีทางออกมากมาย...ชนิดที่คุณงงได้เลย...
การเดินทางเข้าเมือง สามารถทำได้หลายวิธีแล้วแต่สะดวกนะคะ.. ทั้งนี้ คุณสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของระบบขนส่งตามเว็บไซต์ด้านล่างนะคะ ซึ่งคุณก็สามารถโหลดแผนที่รถไฟฟ้าใต้ดินได้อีกด้วย
Prague Airport Bus
prague Metro (Subway)
วันนี้เราตื่นเช้ามากกกกกกก...6 โมง พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเลย จุดประสงค์เพื่อที่จะไปสะพานชาร์ล ให้เร็วที่สุด อยู่ได้นานที่สุด เพราะมีเสียงล่ำลือกันว่า ถ้าไปสายคนจะเยอะมากและจะถ่ายรูปไม่สวย (ซึ่งมันก็เป็นจริงดังนั้น พอเวลา 9.00 เป็นต้นไป) โชคดีว่าที่พักเราอยู่ในแถบ Old Town สามารถเดินไปได้แบบชิว ๆ เรื่อย ๆ ใช้เวลาประมาณ 10 – 15 นาที ก็มาถึงสะพานชาร์ล อันเลื่องเชื่อ..ข้อดีของการไปยุโรปเดือนตุลา คืออากาศเย็นสบาย ไม่เย็นเข้ากระดูกดำ ใบไม้สีสันหลากสี จะถ่ายรูปมุมไหนก็สวยโรแมนติกไปหมดเลยค่ะ...อีกภารกิจนึงที่จะต้องทำนั่นก็คือ การหาที่แลกเงิน เพราะเมื่อวานเราแลกเฉพาะเงินที่จะต้องซื้อตั๋วรถเมล์อย่างเดียว ซึ่งค่า commission แพงโข เลยต้องมาแลกวันนี้แทน แต่ด้วยความที่เราตื่นเช้าเกินเลยยังไม่มีที่ไหนเปิด กว่าจะเปิดอีกทีก็ 9 โมงเช้าโน้นแน่ะ...พวกเราเลยเก็บเกี่ยวภาพบรรยากาศในบนสะพานชาร์ลที่แสนจะโล่งแบบเต็มอิ่ม ซึ่งถ้ามองจากสะพานออกไปก็จะเห็นปราสาทปราก ตั้งโดดเด่นอยู่บนเนินเขา ฝั่งตรงข้ามของปราสาท ก็เป็นเขาเพตรินที่สามารถขึ้นไปชมวิวบนหอคอยได้..
ถ่ายรูปกันจนลืม ว่าตื่นมายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย...ความหิวเริ่มครอบงำ ที่นี่ก็เริ่มเซาะหาร้านกาแฟ หรือร้านขายของกินอะไรก็ได้กินที่จะพอประทังชีวิตก่อนที่จะถึงเก้าโมงเช้า ทุกคนก็เลยตกลงปลงใจว่าจะเดินออกไปหาร้านใกล้ ๆ ว่ามีร้านไหนเปิดบ้าง จนได้มาเจอร้านขายกาแฟ กับขนมปัง เบเกอร์รี่ต่าง ๆ ดีที่เค้ารับเงินยูโร ก็เลยอดตายไป...รอดไปหนึ่งมื้อ...5555
หลังจากได้อะไรรองท้องกันไป ก็เดินกลับมาที่สะพานชาร์ลอีกรอบ เพื่อที่จะขึ้นไปบนปราสาทปราก เดินถ่ายรูปกันไปเรื่อยจนใกล้เวลา 9 โมง ซึ่งระหว่างทางก็จะได้เห็นตึกรามบ้านช่องที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบยุโรป สวยแปลกตาม พื้นถนนก็เป็นก้อนหิน ก้อนใหญ่ ๆ ไม่ใช่คอนกรีต หรือราดยางแบบบ้านเรา มีซุปเปอร์มาร์เก็ตแบบท้องถิ่น ที่พวกเราเข้าไป survey ของบางอย่างก็ถูกกว่าบ้านเรา ของบางอย่างก็แพงกว่าบ้านเรา แต่โดยรวมถูกหลายๆเมืองในยุโรปแน่นอน และก่อนถึงทางเข้าปราสาท เราก็แวะแลกเงินที่เราเลือกแล้วว่าไม่เสียค่า commission ถ้าแลกตามจำนวนที่กำหนด ซึ่งร้านแลกเงินนี้ก็มีให้เห็นตลอดสองข้างทางระหว่างเดินขึ้นไปปราสาท บางร้านคิด บางร้านไม่คิด ก็เดินเข้าไปสอบถามได้ตามอัธยาศัย...หลังจากแลกเงินเสร็จ...ก็ไม่รีรอตรงดิ่งไปปราสาท ผ่านบันไดหลายขั้น เล่นเอาเพดานปากแห้งไปตาม ๆ กัน...พอขึ้นไปถึง ก็พบกับมวลมหาประชาชน ทั้งเด็กเล็ก เด็กโต หนุ่มสาว คนสูงวัย เยอะแยะไปหมด เห็นเค้าถ่ายรูปตรงไหน ก็ไปเสนอหน้าถ่ายรูปบ้าง กว่าจะได้เข้าไปในปราสาทก็เกือบจะสิบโมงแล้ว...ซึ่งคุณ ๆ สามารถศึกษารายละเอียด รวมถึงค่าเข้าได้จากเว็บไซต์นี้นะคะ.. www.hrad.cz
หลังจากที่เอ็นจอยกับความยิ่งใหญ่อลังการของปราสาทปรากแล้ว พวกเราก็เดินย้อนลงมาทางเดิม เพื่อจะหาทางไปเขาเพตริน ระหว่างทางเดินลงมาก็แวะซื้อของกินเรื่องเปื่อยตามรายทางที่มีให้เห็นนั่นก็คือ ไส้กรอก แฮมเบอร์เกอร์ ยื่นกินได้สักพักนึก จขกท. ก็เกินอาการอยากกาแฟขึ้น บวกกับเป็นคนบ้า starbucks เลยถามสมาชิกว่า “ไปหาสตาร์บัค นั่งกันไหม” เดินหาอยู่สักพักก็มาเจอร้าน Starbucks ที่อยู่ติดริมถนนและเป็นป้ายรถเมล์ด้วยในตัว...ก็เลยนั่งชิล ชิลกัน...พอกินเสร็จ..ก็ปล่อยให้สมาชิกนั่งอยู่ในร้านก่อน ส่วน จขกท. ก็เดินดิ่งไปที่ตู้ซื้อตั๋วตรงป้ายรถ...เพื่อจะไปซื้อตั๋ว 1 day pass แต่ปรากฏว่า ไอ้เจ้าเครื่องนั้น มันรับแต่เหรียญ ซึ่งเราก็ไม่มีเหรียญสักบาท เลยต้องเดินย้อนกลับไปที่ร้าน Starbucks เพื่อไปถามพนักงานว่าหาซื้อตั๋วรถรางได้ที่ไหน...พนักงานก็บอกว่า “คุณซื้อที่ร้านขายหนังสือข้าง ๆ เนี่ย” เราก็รีบออกจากร้านตรงดิ่งไปร้านหนังสือข้าง ๆ จัดแจงซื้อตั๋ววัน ในราคา 110 โครน ที่ขึ้นได้ไม่จำกัดเที่ยวไม่ว่าจะเป็น subway หรือ tram แล้วก็ซื้อตั๋ว 90 Min ราคา 32 โครน กับ 30 Min ราคา 24 โครน สำหรับวันสุดท้ายด้วยเลย..จะได้ไม่ต้องเสียเวลา เพราะว่าตั๋วเนี่ย ถ้ายังไม่ได้ Valid กับเครื่อง ก็ถือว่ายังไม่ได้ถูกใช้งาน...
พอได้ตั๋วทั้งหมดแล้ว ก็จัดแจงดูเส้นทางรถรางว่าจะมีสายไหนผ่านบ้าง ปรากฏหวยออกที่สาย 22 ซึ่งป้ายรถเมล์ที่ขึ้น ก็อยู่ตรงหน้าเรานี่เอง..(สามารถดาวน์โหลดเส้นทางของ Tram ได้ที่ czech-transport.com) เราต้องนั่งไปอีกประมาณ 4 ป้าย โดยจะต้องลงป้าย Ujezd แล้วเดินขึ้นไปเพื่อจะต้องไปต่อ Tram ขึ้นข้างบนเขาอีกที....แต่โชคไม่ดีวันที่เราไป Tram ปิดปรับปรุง เลยต้องเดินขึ้น ซึ่งระยะกว่าจะขึ้นยอด หรือหอคอยนั้น บอกเลยได้ว่าเหนื่อยเอาการอยู่..เพราะมันเป็นลักษณะการเดินขึ้นเขา แต่ก็ง่ายเพราะมีทางลาดยางไปตลอด...พอสมาชิกของพวกเราเห็นระยะทางก็เริ่มถอดใจไม่อยากขึ้นไปกัน ก็ได้แค่เก็บบรรยากาศถ่ายรูปกันบนลานกว้าง ๆ ที่มองลงมาเห็นยอดตึก ยอดอาคารของกรุงปรากสวยแปลกตา แต่ จขกท. ก็บอกว่า ไหน ๆ มาแล้วก็เดินขึ้นไปอีกหน่อย เผื่อจะได้เห็นอะไรสวย ๆ กว่านี้....สมาชิกทุกคนไม่มีอิดออด เดินตามกันมา..จนกระทั่งมาเจอร้านอาหาร ร้านอาหารนึง บนเขา และเปรียบเหมือนสวรรค์ของคนที่ขี้เกียจขึ้นไปบนยอดเขา เลยขอหาอะไรกินในร้านกัน นั่งชิว ๆ ไป...ขณะเดียวกัน ฝนก็เทลงมา เพิ่มอุณหภูมิให้ลดต่ำลงไปอีก แต่ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ..เมื่อฝนผ่านไป จขกท. ก็บอกเพื่อน ๆ ว่า “เออ ฉันจะขึ้นไปข้างบน ฉันอยากไปหอคอย เก็บภาพเมืองปรากสะหน่อย มีใครสนใจจะไปด้วยกันไหม” ไม่มีเสียงตอบรับ จากหมายเลขที่ท่านเรียก... จขกท. ก็เลยต้องขึ้นไปคนเดียว...คิดถูกมาก ๆ ค่ะที่เดินขึ้นไป ถึงแม้ว่าระหว่างทางจะไม่ค่อยได้เจอคนเลย แล้วก็เงียบมาก แต่ จขกท. ก็ทำใจดีสู้ยิ้มกัดฟันเดินไปให้ถึงยอด และก็ไม่ผิดหวังค่ะ.. เพราะบรรยากาศสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้เปลี่ยนสีมันช่างโรแมนติกมาก ๆ ฟินสุด ๆ ค่ะ..ขอบอก...เดินมาเรื่อย ๆ ไต่บันไดขึ้นมาจนสุด ก็มาเจอทางเข้าของหอคอย...ซึ่งถ้าเราจะขึ้นไปบนนั้นจะต้องเสียค่าเข้า 105 โครน (ตั๋ว Standard)... จขกท. ก็ไม่รอช้าไปต่อคิวซื้อตั๋ว แล้วก็เดินไปตามบันไดขึ้นไปบนหอคอย ซึ่งหอคอยนี้จะมีสองระดับ แต่เป็นระยะความสูงกี่เมตรนั้น จำไม่ได้แล้วนะคะ...ทางขึ้นก็เป็นบันไดวน..ไม่มีลิฟท์อำนวยความสะดวกแต่อย่างใด...และมีขึ้นไปบนยอดสูงสุด ก็ได้เห็นวิวกรุงปรากแบบ 360 องศาเลยค่ะ...โชคดีไม่เข้าข้างเราเท่าไหร่ ท้องฟ้าไม่เปิดเลยถ่ายรูปออกมาไม่ค่อยสวย..แต่บรรยากาศฟินแบบไม่ต้องสืบ
อิ่มเอิมกับบรรยากาศสักพักก็รีบลงมาเจอสมาชิกด้านล่างเพื่อมุ่งหน้าไปจุดหมายต่อไป...นั่นก็คือ นาฬิกาโบราณ กับ จัตุรัสกลางกรุงปราก เราก็นั่งรถ tram สายเดิมย้อนกลับไปลงป้าย Malostranka เพื่อต่อสาย 18 ข้ามแม่น้ำวัตตาว่ามาลงที่ ป้าย staromestska ซึ่งจริง ๆ ก็เดินมาได้แหละ..แต่พวกเราขี้เกียจ เพราะเดินมาเยอะแล้ว 555 ...พอลงป้าย เราก็เดินตามป้ายสัญลักษณ์ของหอนาฬิกาโบราณไปเรื่อย ๆ จะลัดเลาะตามร้านรวงต่าง ๆ จนมาโผล่ที่หอนาฬิกา ซึ่งอยู่จุดเดียวกันกับจัตุรัสกลางกรุงปราก (ปล. แนะนำว่าให้ระวังกระเป๋าสตางค์และของมีค่าด้วยนะคะ..เพราะมิจฉาชีพบริเวณนี้ค่อนข้างจะเยอะ)
หลาย ๆ ท่านมีคำถามว่าขอวีซ่ายังไง...กล้าเสี่ยงซื้อตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้วีซ่าเลยเหรอ...เงินบัญชีมีเท่าไหร่....วันนี้ จขกท. มีคำตอบให้คุณค่ะ..
ขอเล่า profile ของสมาชิกทั้ง 8 ชีวิตของเราก่อนนะคะ..เรามีคนที่เคยผ่านการได้วีซ่า ทั้งอเมริกา, เชงเก้น มาแล้วอยู่แค่สองคน วีซ่าญี่ปุ่นสามคน อีกสามคนไม่เคยเข้าประเทศที่ต้องใช้วีซ่าเลย แต่ก็มีการเดินทางบ้างประปรายเช่น ฮ่องกง, สิงคโปร์ ไรงี้...ส่วน จขกท. เนี่ยมีของญี่ปุ่น, อินเดีย, จีน แล้วก็ไต้หวัน รวมถึงเคยผ่านเข้าประเทศที่ไม่ต้องขอวีซ่าพอสมควร เอาเป็นว่าหนังสือเดินทางของทุกคนในทริปล้วนแต่เคยถูกปั๊มมาด้วยกันแล้วทั้งสิ้น....
ที่นี่มาพูดกันเรื่องหน้าที่การงานของแต่ละคนดีกว่าค่ะ....5 คน รวม จขกท. ด้วย ทำงานในบริษัทเดียวกัน แต่คนละแผนก คนละหน้าที่ คนละตำแหน่ง ซึ่งบริษัทนี้เป็นบริษัทวิศวกรรมไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ ของเยอรมนี ส่วน 2 คน ทำงานในบริษัทเดียวกัน แต่ก็อยู่คนละแผนกอีกเช่นกัน...บริษัทของสองคนนี้ เป็นบริษัทหนึ่งที่แตกย่อยออกมาจากรัฐวิสาหกิจที่สนับสนุนทางด้านลงทุนของไทย...ส่วนคนสุดท้ายเนี่ย ทำงานในบริษัทของพ่อแม่...กลาย ๆ ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการในอนาคตนั่นแหละ....เอาเป็นว่าทุกคนมีรายได้ที่แน่นอนชัดเจน เงินเดือนมากน้อยลดหลั่นกันตามตำแหน่งและจำนวนปีที่ทำงาน ซึ่งรายได้ของสมาชิกในทริปนี้ มีตั้งแต่ 20K จนถึง 100K
เมื่อเวลาใกล้ทำวีซ่า จขกท. ก็เริ่มหาข้อมูล ซึ่งถ้าดูจากแพลนทริปแล้ว แน่นอน !! ประเทศที่จะต้องไปขอวีซ่าคงหนีไม่พ้น “ออสเตรีย” แต่ด้วยความที่ชื่อเสียงในขั้นตอนของการทำวีซ่ากับสถานทูตของประเทศนี้นั้น ไม่สู้จะดีนัก พาสปอร์ตหายบ้าง ต้องไปจองคิวก่อนล่วงหน้าบ้าง...นานกว่าจะได้วีซ่าบ้าง...จขกท. เลยไม่อยากเสี่ยงกับเหตุการณ์เหล่านี้เลยตัดสินใจว่า “งั้นเราไปทำวีซ่าที่สถานทูตเยอรมัน” กันดีกว่า...เพราะว่าขั้นตอนขอวีซ่า กับระยะเวลาในการพิจารณาชัดเจน อีกอย่างพวกเราทำงานอยู่ในบริษัทเยอรมัน ซึ่งน่าจะง่ายมากสำหรับการขอวีซ่า ซึ่งก็คิดไม่ผิดค่ะ..ที่ทำวีซ่าเยอรมัน แต่ก็ยังไม่วายก่อนจะทำเรื่องของวีซ่า น้องคนนึงก็เกิดอาการวิตกจริตขึ้นมาว่า “ไม่ดีหรอกมั่งพี่ เราไม่ได้อยู่เยอรมันนาน ตม. เค้าจะจับได้ แล้วไม่ให้เข้าประเทศนะ” ก็เลยอธิบายให้เข้าฟังว่า “นี่มันคือวีซ่าเชงเก้น ซึ่งเข้าออกกฎมาให้ใช้ได้ในการเดินทางในกลุ่มประเทศเชงเก้น เพราะฉะนั้น คุณขอเยอรมัน คุณอาจจะอยู่ที่ออสเตรียนานก็เท่าไหร่ก็ได้..ตามระยะเวลาของวีซ่า แต่สำคัญคือตอนคุณไปทำเรื่องของวีซ่า คุณจะต้องโชว์ให้สถานทูตเห็นว่าคุณอยู่ที่นั่นนาน แต่พอเวลาคุณได้วีซ่ามาแล้ว..คุณจะได้ที่ไหนนานอันนั้นก็แล้วแต่คุณ”
และนี่ก็เป็นที่มาของการทำ “แพลนหลอก” 55555 จขกท. จัดการทำแพลนขึ้นมาใหม่ โดยเปลี่ยนเส้นทางทั้งหมดให้มาอยู่ที่เยอรมันนานที่สุด แต่ขึ้นและลงที่เชคให้เหมือนกับตั๋วเครื่องบิน แล้วก็ทำการจองที่พักผ่าน booking.com ที่สามารถ cancel ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย...ส่วนตั๋วรถไฟ, รถทัวร์ ยังไม่มีการจองใด ๆ ทั้งสิ้น
หลังจากที่เตรียมเอกสารทุกอย่างเสร็จ ก็โทรนัดวันสัมภาษณ์ กับสถานฑูต ที่หมายเลข 1900 222 343 ต้องโทรด้วยโทรศัพท์มือถือเท่านั้นนะคะ..โทรศัพท์พื้นฐาน หรือโทรศัพท์บ้าน ใช้ไม่ได้....โดยเจ้าหน้าที่นัดเป็นคนไทย เราก็แค่บอกหมายเลขพาสปอร์ต วันเกิดปีเกิด ชื่อนามสกุลในตรงกับพาสปอร์ต แล้วเจ้าหน้าที่ก็จะให้จดหมาย codeนัดสัมภาษณ์ เพราะจะต้องใช้หมายเลขนี้ในวันสัมภาษณ์ด้วย..สำคัญมากนะคะ..
พอนัดหมายทางโทรศัพท์เสร็จแล้ว เราก็เตรียมเอกสารต่าง ๆ ตามลิงก์นี้เลยนะคะ ซึ่งแบบฟอร์มคำร้องวีซ่าก็สามารถโหลดได้จากลิ้งก์นี้เช่นเดียวกัน...ขอบอกนิดนึงว่า เงินในบัญชีของบางคนมีแค่หลักหมื่นตามสลิปเงินเดือนเลยค่ะ...ส่วนบัญชีที่ จขกท. เปิดไว้กับน้อง ๆ อีกสองคนก็เอาไปด้วย...แต่คิดว่าไม่ได้มีผลอะไรสักเท่าไหร่ เพราะเงินในบัญชีมีแค่ 50K เอง
และแล้ววันสัมภาษณ์ก็มาถึง เรานัดหมายเจอกันที่หน้าสถานทูตก่อนเวลานัดชั่วโมงนึง เพื่อตรวจเอกสารเป็นครั้งสุดท้าย ในวันนั้นก็ขอวีซ่าค่อนข้างเยอะ เจ้าหน้าที่ก็ทำงานก็แบบไม่ค่อยจะมีระบบมากนัก ต้องคอยเดินไปถาม ถึงจะได้บัตรคิวมา...พอถึงคิวสัมภาษณ์ ช่อง 11 เป็นเจ้าหน้าที่คนไทย ก็เรียกเข้าไปทีละคน ถามคำถามซ้ำ ๆ ว่าทำงานอะไร ทำมากี่ปี ในแผนกมีกี่คน ไปไหนบ้าง รู้จักกันได้ยังไง แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้พูด หรือดูรายละเอียดเรื่องการเงินเลยย...แต่กลับสนใจใบรับรองการทำงาน แพลนทริป ตั๋วเครื่องบิน ประกันการเดินทาง สะมากกว่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ จขกท. มั่นใจได้ว่าเราได้วีซ่าแน่ ๆ เพราะเอกสารของเราแน่นปึก และทำให้เชื่อว่าเราไปแล้วต้องกลับมา...พอสัมภาษณ์เสร็จพวกเราก็ไปจ่ายตังค์ประมาณ 2,800 บาทไทย ตามค่าเงินในตอนนั้น เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวน รอมารับเล่มในอีกสามวันทำการ
พอถึงเวลาก็ไปรับเล่ม ที่สถานทูต โดยส่งตัวแทนไปได้หนึ่งคน หรือให้คนอื่นมารับแทนก็ได้...หลังจากที่เปิดดูพาสปอร์ต ทุกคนก็ยิ้มออกว่าฉันได้ไปเที่ยวแล้ว กับวีซ่าที่ให้มาพอดีเป๊ะ ไม่ขาดไม่เกิน ขี้เหนียวมาก ๆ
วินาทีแห่งความตื่นเต้นที่สุด สำหรับ จขกท. กำลังจะเกิดขึ้น หลังจากถ่ายรูปกันแบบไม่ยั้งมาตลอดทั้งวัน และเหน็ดเหนื่อยกะการเดิน เท้าเริ่มจะไม่สามัคคีกับร่างกาย เลยลงความเห็นกันว่ากลับโรงแรมกันเถอะ...กลับก็กลับ เดินคลำทางมาจนกลับโรงแรม ก็รู้สึกตัวเองอีกที..ทำไมมันใกล้กันเยี่ยงนี้หวา..แล้วก็นึกในใจว่า อิอิ ฉันช่างคิดถูกจริง ๆ ที่เลือกโรงแรมนี้...ถึงโรงแรมคนอื่น ๆ ก็จัดแจงอาบน้ำอาบท่าเตรียมตัวนั่งรถไปบูดาเปสต์ตอน 5 ทุ่ม ส่วน จขกท. ก็มาเช็ค รายละเอียดตั๋วที่จะใช้..แล้วก็ลุกกราวขึ้นมา เพราะว่าตั๋วที่จองทางอินเตอร์เน็ตมาเนี่ย รถมันออกตอนสี่โมงเย็น ซึ่งตอนนี้ก็หกโมงกว่าแล้วค่า...ทันใดนั้น จขกท. ก็หยิบกระเป๋าตังค์กับตั๋วพร้อมเอาน้องในทริปคนนึงที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีให้ไปด้วย...แต่ไม่ได้บอกคนอื่นว่าไปไหน...อิอิ เราจะไปสถานีรสบัสพอขอเปลี่ยนตั๋ว โชคดีที่เราซื้อบัตร oneday pass เลยเดินตัวปลิวเข้า subway แบบไม่รีรอ ...พอไปถึงสถานีรสบัส Florence (ชื่อเดียวกับสถานี subway) ก็ตรงดิ่งไปที่เคาน์เตอร์ของ Orangeways แล้วบอกว่าเรา miss bus แล้วขอเปลี่ยนเวลามาเป็นเที่ยวสุดท้าย คือ ห้าทุ่ม...ตอนนั้นเหงื่อเริ่มออก ใจเริ่มสั่น ลุ้นว่าจะมีที่ว่างพอสำหรับพวกเราหรือเปล่า เพราะถ้าไม่..แพลนของเราทั้งหมดจะรวนทันที...เหมือนพระเจ้าประทานพรมาให้ในทัน...เราสามารถเปลี่ยนเวลา และได้ตั๋วใบใหม่มา...ณ วินาทีนั้น อยากจะกรี๊ด และยื่นหน้าไปหอมเจ้าหน้าที่ในบูธ แต่เสียดายเป็นผู้หญิงเลย..อดไป..อิอิ
เวลาการเดินทางข้ามคืนได้เริ่มต้น พวกเราทั้งหมดออกจากโรงแรมตอนสี่ทุ่ม โดยใช้บัตร one day pass ไปขึ้นที่สถานี Florence … เออ..ลืมบอกสถานีรถบัสนี้เป็นสถานีระหว่างประเทศนะคะ...ใครที่จะไปจุดหมายประเทศในยุโรปจากปราก ก็ต้องมาขึ้นสถานีนี้....และพอได้เวลา พวกเราก็จัดแจงต่อแถวขึ้นรถบัส ซึ่งอารมณ์เหมือน ป.2 บ้านเรา...โดยใช้เวลาประมาณ 5 - 6 ชั่วโมง ในการเดินทางถึงบูดาเปสต์ การเดินทางโดยรสบัสทำให้เราประหยัดค่าที่พัก และค่าเดินทางไปได้เยอะพอสมควร เพราะค่ารถบัสแทนจะถูก ยังไงลองไปศึกษาได้จากเว็บไซต์ที่ให้ไว้ด้านบนนะคะ
รสบัสมาส่งเราที่สถานี Nepliget (สามารถโหลดแผนที่ subway ของ Budapest ได้ที่ budapestinfo.org) ซึ่งเป็นที่เชื่อมต่อ subway ของบูดาเปสต์ แต่ด้วยความเรามาเช้าเกิน ยังไม่มีที่ไหนให้เราแลกเงิน ก็เลยต้องซื้อตั๋ว one day pass โดยใช้ยูโรอีกค่ะ...(ดูรายละเอียดของราคาและประเภทตั๋ว ได้ที่ budapestinfo.org)
ได้ตั๋วแล้วเราก็มุ่งหน้าไปโรงแรม ที่อยู่ถัดไปอีก 6 สถานี...อย่างที่บอกไปในเรื่องที่ตั้งของโรงแรมนี้ว่าหาค่อนข้างยาก พวกเรายืนหากันอยู่สักพัก ก็หาเจอ แต่ด้วยความที่เรามาเช้าเกิน คือ 6 โมงเช้า โรงแรมยังไม่เปิดให้เช็คอิน ซึ่งเวลาที่เปิดคือ 9 โมง ทำให้เราต้องเสียเวลารออยู่แถว ๆ นั้น แต่ยังถือว่าโชคดีของเราที่มีร้าน Starbucks แถว ๆ นั้น ทำให้เป็นที่พักพิงของเราชั่วคราวรอจนกว่าโรงแรมจะเปิด
9 โมงปุ๊บ เราก็ไปตรงดิ่งไปเช็คอินทันที พอเปิดประตูห้องมาปั๊บ สมาชิกในทริปถึงขั้นกรี๊ด เสมือนผีเข้า ว่าห้องพักทำไมสวยอย่างโง้น อย่างงี้ ไอ้เราคนจัดการ ก็ยิ้มแก้มปริ..พร้อมนึกใจว่า ฟลุคนะยะ..ที่ได้ห้องขนาดนี้ กับราคาที่แสนจะย่อมเยา...หลังจากตื่นเต้นกับห้องหับเสร็จ พวกเราก็จัดแจงล้างหน้าล้างตา เพื่อออกไปเดินสำรวจเมืองบูดาเปสต์กันเลย..เพราะเวลาพวกเรามีน้อยเหลือเกินสำหรับ 1 วัน 1 คืน พรุ่งนี้ก็ต้องเดินทางต่อไปเวียนนาช่วงเช้าอีก...
เราเริ่มต้นด้วยการนั่งรถเมล์ขึ้นไปบน Castle hill ก่อนเลย..เพราะเป็นที่รวบรวมปราสาท พระราชวังบนนั้น...สะพานชาร์ล และ Hero Square ตามลำดับ แนะนำให้ขอแผนที่ และสอบถามสายรถเมล์ที่ผ่านในจุดท่องเที่ยวต่าง ๆ จากโรงแรมนะคะ..จะได้ไม่ต้องเสียเวลามากางแผนที่หาอีกรอบ...พวกเราออกเที่ยวกันจนค่ำ จึงกลับที่พักมาเอาแรงเพื่อเดินทางไปเวียนนาวันต่อไป...
Check out จากโรงแรมตอนเช้าตรู่ 6 โมง ก็นั่ง subway กลับมาสถานีเดิมที่เรามาจากปราก เพื่อขึ้นรถไปเวียนนาเที่ยว 7 โมง...เราเดินตามป้าย Orangeways เพราะรถบริษัทนี้ไม่ได้จอดใน Terminal ค่ะ...แต่จอดริมถนนฝั่งตรงข้าม ที่มีป้ายของบริษัทรถติดอยู่...(คลาย ๆ ป้ายรถเมล์) ถึงเวลาก็เรียกขึ้นรถค่ะ..เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงไปถึงเวียนนาตอน 10 โมงเช้า แต่รถจะวนเข้าไปรับคนที่ Airport ก่อน โดยรถมาส่งที่ City Olympiaplatz ใกล้กับสถานี subway stadion สาย U2 พอถึง เราก็จัดแจงซื้อตั๋ว 24hours ราคาประมาณ 7EUR ซึ่งเงื่อนไขของตั๋วก็จะแตกต่างจากสองประเทศที่ผ่านมา นั่นก็คือตั๋วจะหมดอายุภายใน 24ชั่วโมง นับจาก วันที่ valid ตั๋ว ไม่เหมือนกับที่เชค และฮังการี ซึ่งจะหมดอายุตอนเที่ยงคืนของวันที่ซื้อตั๋ว ศึกษารายละเอียดได้ที่นี่นะคะ wien.info และศึกษาแผนที่ subway ได้ที่ viennaunderground.eu
เข้าโรงแรม check-in เก็บของ ก็ไปตะลุยเวียนนา เพราะว่าเรามีเวลาแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งถ้าใครมีเวลามากกว่านี้ อาจจะศึกษารายละเอียดของ Vienna card จากเว็บไซต์ด้านบนที่แป๊ะไว้นะคะ...เพราะจะสะดวกในการเข้าสถานที่ต่างๆ
พวกเรามุ่งหน้าไปพระราชวังเชิร์นบุน ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากโรงแรมเรา และไม่ต้องเปลี่ยนสายรถไฟฟ้าให้เสียเวลา ชื่อของสถานีก็เป็นชื่อเดียวกับพระราชวังเลยคือ Schonbrunn ลงรถไฟเสร็จก็เดินตามป้ายไปเลยค่ะ..ง่ายมากค่ะ...เพราะส่วนใหญ่ทัวร์ก็จะไปที่นั่น...เราจัดแจงซื้อตั๋วเข้าชมแบบถูกสุด และมาตรฐานสุด คือ imperial tour รายละเอียดศึกษาได้ที่นี่นะคะ.. schoenbrunn.at หลังจากเพลิดเพลินกับการชมห้องหับในพระราชวังแล้ว พวกเราก็เดินออกมาที่สวนด้านหลัง ซึ่งมีมุมให้ถ่ายรูปเยอะมากกกกก....เลือกเอาตามอัธยาศัยเลยค่ะ...แค่วิวในพระราชวังก็ฟินนแล้วค่ะ
ขอเอารูปที่เวียนนาลงเยอะหน่อยนะคะ..เพราะเป็นเมืองที่ จขกท. ชอบมากกกกกกกกกกกกกก....ผู้ชายหล่อ เมืองสวย...ตั้งใจว่ากลับไปอีกแน่ ๆ ...
เราไปกันต่อที่ St. Stephen\'s Cathedral กลางใจเมือง Vienna เลยค่ะ..พอขึ้นมาจาก subway คุณก็จะเจอโบสถ์นะคะ...แต่เราไม่ได้เข้าไปแค่หยุดถ่ายรูปกันเฉย ๆ เพราะสนใจร้านรวงสองข้างทางที่ล่อเงินในกระเป๋าเรามาก ๆ ค่ะ...ทุกคนเอ็นจอยกะการช้อปปิ้ง จขกท.ก็เลยไปลากมาทีละคนเพื่อจะได้ไปสถานที่ต่อไปคือพระราชวัง Hofburg กันต่อ โดยนั่ง subway ไปอีกแค่สถานีเดียวแล้วเดินเอา คุณก็จะเจอสถานที่สำหรับ ๆ ระหว่างทางเยอะแยะให้ถ่ายรูปกันเพลินเลย...ใกล้ ๆ กันคุณก็สามารถเดินไปที่ Parliament ที่มีรูปปั้นอยู่ด้านหน้าให้คุณได้เก็บภาพอย่างหนำใจ...และด้วยความที่พวกเราเดินกันทางเกือบทั้งวัน อารมณ์ขี้เกียจเดินต่อก็กำเริบ ทั้ง ๆ ที่แถว ๆ นั้นมีสถานที่ที่น่าสนใจอีกเยอะที่พวกเรายังไม่ได้ไป...ทุกคนเลยลงความเห็นว่ากลับโรงแรมไปหาอะไรกินดีกว่า.....กลับก็กลับค่ะ
เป็นวันแรกที่เราไม่ต้องรีบตื่นเพราะว่ารถไฟออกตอน 11 โมงโน้นแน่ะ สมาชิกทุกคน ออกไปชมตลาดเช้า ตลาดมือสอง ยกเว้น จขกท.ที่ขอนอนเอาแรง...พอกลับมาก็พูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า โลเกชั่นดีมาก..ตลาดก็น่ารัก ของกินก็ไม่แพง...พอถึงเวลาก็เตรียมตัวไปสถานีรถไฟ ซึ่งจากที่พักก็นั่ง subway ไปอีก 6 สถานี โดยเราใช้บัตร 24 hours ที่ยังไม่หมดอายุ..(อิอิ..คุ้มมากก)... สถานีรถไฟ ก็ชื่อเดียวกับสถานี subway คือ westbanhof เราก็เดินเข้าไปเพื่อรอรถไฟ...
รถไฟไป hallstatt ของเราเป็นรถไฟประเภทหวานเย็น หรือ regional train (REX กับ R) ที่ใช้กับตั๋วกรุ๊ป 5 คนได้ ที่เรียกว่า Einfach-Raus-Ticket (ขั้นต่ำต้องสองคนขึ้นไปถึงจะใช้ได้) ศึกษาได้จากเว็บนี้นะคะ ticketing.oebb.at ในราคารวม 5 คนแค่ 32EUR ถูกโคตร ๆ ...ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง กับการเปลี่ยนขบวน 3 สถานี แต่ไม่ต้องกลัวหลงนะคะ..เพราะว่าในตั๋วของเราบอกชัดเจนว่ารถเข้าและจอดชานชลาไหน ชนิดว่าถึงปั๊บเดินออกขึ้นอีกขบวนที่จอดชานชลาข้าง ๆ ได้เลยย...แต่โชคไม่ดีที่วันที่เราไป มีการซ่อมแซมราง เลยต้องลงสถานีก่อนถึง 3 สถานีแล้วนั่งรถบัสเข้าโรงแรม ซึ่งทางการรถไฟออสเตรีย ก็จัดบริการรถบัสรับ-ส่งให้ฟรีค่ะ (ปล. ไม่ต้องกลัวนะคะ..ว่าเวลา 5 ชั่วโมงจะนาน เพราะคุณจะเพลิดเพลินกับวิวข้างทาง จนคิดว่าเวลาแค่นี้มันสั้นไปด้วยซ้ำ)
เรามาถึงที่พัก พระอาทิตย์ก็ใกล้ตกดินแล้ว...แต่ก็ไม่วายออกไปสังเกตการณ์บริเวณใกล้ ๆ ซึ่งขอบอกว่าฟินอีกแล้ววว...บรรยากาศยังกะในหนัง...มีหงส์ว่ายรูปรอบๆ ทะเลสาบ ต้นไม้เป็นสีเหลืองสลับแดง..น้ำในทะเลสาบใสแจ๋ว...มีสะพานทอดไปในทะเลสาบให้ไปยืนทอดอารมณ์แบบว่า โอ๊ย โรแมนติกมากก...ทุกคนในทริปว่าถ้าแต่งงาน ฉันจะมาฮันนีมูนที่นี่...เชอะ..คนโสดแอบอิจฉา พวกเราเก็บบรรยากาศยันพระอาทิตย์ลับของฟ้า ก็ไปหาอะไรทานที่ร้านอาหารใกล้ ๆ ก่อนกลับโรงแรม
7 โมง เรานัดกับแท็กซี่ที่โรงแรมเป็นคนจัดหาให้...พาไป Hallstatt ราคาตกคนละ 15EUR นั่งไปไม่ถึง 15 นาทีก็ถึง Hallstatt สถานที่สุดฮิต และโรแมนติกของนักท่องเที่ยวชาวไทย...(เพราะเจอคนไทยเยอะมากกกกกกจิงงงงง).....ที่นี่เราจะมีเวลาครึ่งวันในการดื่มด่ำบรรยากาศ ให้เวลาถ่ายรูปแบบเอาเป็นเอาตายกันไปเลย...เพราะมุมถ่ายรูปที่นี่เยอะมาก แต่ถ้าคุณมีเวลามาก ก็อาจจะขึ้นไปเหมืองเกลือ หรือจุดชมวิวบนภูเขาได้ค่ะ
เที่ยงตรง เรานัดแท็กซี่มารับกลับโรงแรมเพื่อ check out แล้วมุ่งหน้าไป Salzburg โดยตั๋วกรุ๊ป Einfach-Raus-Ticket อีกแล้วค่ะ...(ของถูกเนี่ย จขกท.ชอบจริง ๆ) เราใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง เช่นเคยค่ะ..คุณก็จะซึมทราบกับวิวสวย ๆ ข้างทาง จนคิดว่า 3 ชั่วโมงมันสั้นไป....เรามาถึง Salzburg ก็เกือบมืด เพลีย และเมื่อย เพราะหลงทิศค่ะ..หาโรงแรมไม่เจอ....เลยเสียเวลาหาเดินหาอยู่นาน.5555 และที่นี่เราจะนอนกัน 2 คืน... (พอแล้วเหรอ?? เพิ่งมารู้ทีหลังว่าน้อยมาก) ก่อนจะไปต่อที่ Innsbruck
เราตื่นนอนกัน 7 โมง เพื่อไปหาซื้อ Salzburg card ซึ่งเป็นบัตรเบ่ง เข้าได้เกือบทุกสถานที่ท่องเที่ยวใน Salzburg ทั้งฟรี และลดราคา ซึ่งสถานที่ขายก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล นั่นก็คือสถานีรถไฟ Salzburg นั่นเอง..พอเราได้บัตร พร้อมกับแผนที่ของสายรถเมล์ก็ไม่รอช้า จับรถเมล์สาย 25 หน้าสถานีรถไฟ (สถานีต้นทาง) ไป CABLE-CAR UNTERSBERG สุดท้ายของรถเมล์ เพื่อชมวิวเมืองทั้งหมด รวมถึงเทือกเขาแอลป์ด้วย...แค่โชว์ Salzburg card คุณก็ได้ขึ้นกระเช้า เพื่อชมวิวทัศน์ข้างบนยอดเขา...พอขึ้นไปถึง ก็เห็นหิมะที่พื้นประปราย บวกกับวิวตรงหน้าแบบ 360 องศา ฟินอีกแล้วค่ะ..คุณผู้โชมมมม.....
เต็มอิ่มบนยอดเขาแล้วก็ถึงเวลาลงสู่พื้นราบกันต่อ....สถานที่ต่อไปที่เราจะไปเยือนก็คือ พระราชวัง HELLBRUNN – PALACE AND TRICK FOUNTAINS ที่ที่มีน้ำพุเต็มไปหมด สวยงามมากกก...จขกท. ชอบไอเดียของพระราชวังนี้ ทำมาขึ้นเพื่อสนอง need จริง ๆ ...(ปล..สาย 25 ก็ผ่านที่นี่ค่ะ...) พอไปถึงเราก็เอาบัตรเบ่งของเราไปแลกเป็นบัตรเข้าพระราชวังก่อนนะคะ..ที่บูธหน้าทางเข้า...แล้วเค้าก็จะเปิดให้ชมน้ำพุเป็นรอบ ๆ ไป...โดยใช้เวลาประมาณชั่วโมงนึงในการชมน้ำพุในจุดต่าง ๆ ...ซึ่งการนำเสนอของเค้าน่าสนใจเกือบทุกจุดเลยค่ะ..
ชุ่มฉ่ำกับน้ำพุที่พระราชวัง Hellbrunn เราก็มุ่งหน้าไปสู่บ้านของ Mozart หรือ Mozart birthplace แต่ต้องขอโทษด้วยนะคะ.. จขกท. จำไม่ได้ว่าขึ้นรถเมล์สายอะไรจากพระราชวังไปบ้าน Mozart ยังไงลองหาดาวน์โหลด และศึกษาแผนที่จากเว็บ Salzburg card ที่ให้ไปแล้วกันนะคะ..
เรามาถึง Mozart birthplace ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับแม่น้ำที่ไหนผ่านเมือง Salzburg บริเวณตรงนั้นก็จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวเพราะเป็นสถานที่ฮิต รวมทั้งร้านรวงต่าง ๆ ที่คอยจะกระชากเงินในกระเป๋าของคุณ...งานนี้เราก็ใช้บัตร Salzburg card อีกแล้ว (แบบว่าคุ้มมากกกกกก ถึงมากที่สุด)
เรื่องราวของ Mozart อย่างละเอียดเนี่ยมีเยอะมากจนพวกเราจดจำไม่หวาดไม่ไหว ไหนจะข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ อีก...เรียกได้ว่าทำให้คุณย้อนกลับไปในยุคที่สมัย Mozart ยังมีชีวิตอยู่ได้เลยทีเดียว...เราใช้เวลาอยู่ที่นั่นสักพักก็เดินข้ามแม่น้ำมาขึ้นรถเมล์กลับโรงแรม นอนเอาแรง...เพื่อเตรียมตัวลุยวันรุ่งขึ้น ..(เหลืออีกสามเมืองแหน่ะ..แฮะ ๆ ...)
อยากจะบอกว่า ถ้าใครคิดจะเที่ยว Salzburg แล้วละก็..หนึ่งวันไม่พอค่ะ..อย่างต่ำต้องสองวันขึ้นไปค่ะ...เพราะมันมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายรอให้คุณได้ไปสัมผัส
ใกล้จะจบทริป สมาชิกทุกคนก็เหมือนใกล้จะจบชีวิตเช่นกัน 55555 (เพราะเหนื่อยกับการเดิน) วันนี้เราตกลงกันตั้งแต่เมื่อคืนว่าจะตื่นตอนเจ็ดโมงเช้า เพื่อจะเดินไปให้ทันรถไฟไป Innsbruck ตอน 8 โมงครึ่ง โดย จขกท. ก็คิดว่าจะมีน้อง ๆ ตื่นมาแล้วปลุกกันไปอาบน้ำ...ถึงเวลาจริงๆ ก็ไม่มีใครยอมตื่นตามเวลาเลยค่ะ...จนกระทั่ง จขกท.ตื่นมาตอน 7.45 น.ก็พบว่ายังไม่มีใครลุกออกจากที่นอนเลยสักคน...จนต้องเปิดไฟในห้องให้สว่างแล้วเรียกทุกคนตื่น ณ วินาทีนั้น ไม่มีใครสนใจความสะอาดของตัวเองเลยค่ะ..5555 (คิดแล้วก็ขำ) ทุกคนหยิบเสื้อผ้าขึ้นเปลี่ยนและพร้อมในเวลา 15 นาที...คุณ ๆ ลองคิดดูนะคะ..ว่า 15 นาทีสำหรับผู้หญิง 8 คนมันสั้นมากขนาดไหน เรียกได้ว่าสามารถทำลายสถิติกินเนสบุ๊คกันเลยทีเดียว...
พอทุกคนพร้อม เราก็ไป check out แล้วก็เดินจ้ำ ขอย้ำนะคะ ว่า “จ้ำ” ไม่ใช่เดิน...ชนิดเดียวคนขาสั้น ๆ ในทริปเนี่ยแทบจะขี่กระเป๋าเดินทางล้อลากแล้วไถไปกับถนนเลย..เราไปถึงชานชลาด้วยความเหน็ดเหนื่อยเหมือนกับคนไปวิ่งแข่ง 4 คุณ 100 ยังไงยังงั้น
งวดนี้เราไป Innsbruck ด้วยรถไฟ OBB Railjet.ของการรถไฟออสเตรีย ไม่ใช่ขี้ ๆ นะคะ...เพราะมันไม่ถูกขี้ ๆ ไงค่ะ...แพงมากกกกกก....ก็แหม..วิ่งตั้ง 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไม่ให้แพงได้ไง..555 เรื่องของเรื่องก็คือ ตั๋วกรุ๊ปอย่างที่เราไป Hallstatt กับ Salzburg มันไม่มีขายในเส้นทางนี้ไงค่ะ...เลยต้องการใช้บริการรถไฟชนิดนี้ คุณสามารถตรวจสอบราคาได้ที่ oebb.at
แหม..รถไฟมันไฮโซสมกับราคาจริง ๆ นะคะ..ช่างแตกต่างจาก regional train สะนี่กระไร...รถไฟใช้เวลาชั่วโมงกว่า ๆ ก็พาเรามาถึง Innsbruck ค่ะ..หลังจากนั้นก็คลำทางหาที่พักกันไป..ถามคนท้องถิ่นไปเรื่อย จนกระทั่งเจอโรงแรม...
ตอนแรกตั้งใจจะซื้อ Innsbruck card (การใช้งานเหมือน Salzburg card) แต่ด้วยความที่เรามีเวลาน้อยมาก คือแค่ครึ่งวันเอง..เลยคิดว่าซื้อไปก็ไม่คุ้ม เพราะสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องนั่งรถออกไปนอกเมือง พวกเราเลยใช้เวลาอันมีค่าเก็บเกี่ยวบรรยากาศของเมือง แล้วก็ช้อปปิ้งไปในตัว...ซึ่งในตัวเมืองเองก็มีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็น Highlight ของที่นี่นั่นก็คือ Golden Roof รับรองว่าถ่ายรูปแล้วคนดูรู้แน่ ๆ ว่ามา Innsbruck
ถึงเวลาต้องอำลา Innsbruck เมืองที่ต้องมีเวลามากกว่า 1 วันในการเที่ยว เพราะอย่างที่บอกไปนะคะ..ว่าสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ส่วนใหญ่อยู่นอกเมือง การใช้เวลาที่จะเก็บรายละเอียดของแต่ละที่ก็เลยใช้เวลามากกว่าเมืองอื่น ๆ...
เราตื่นกันตั้งแต่ 6 โมงเช้า เพื่อทานอาหารเช้ากันที่โรงแรม (เป็นมื้อที่แรกที่ได้อาหารเช้าฟรี อิอิ) พอเสร็จแล้วก็เตรียมตัวเดินไปสถานีรถไฟ เพื่อรอรถเที่ยว 8 โมงครึ่ง เพื่อเดินทางต่อไปที่เมือง Fussen ประเทศเยอรมนี
สำหรับการจองตั๋วรถไฟในเส้นทางนี้นั้น เราได้ใช้บริการ DB Bahn ของการรถไฟเยอรมัน หลายคนอาจจะถามว่าแล้วจะใช้บริการของ OBB การรถไฟของออสเตรียจาก Innsbruck ได้ด้วยเหรอ...คำตอบคือ “ได้ค่ะ” เพราะในตั๋วนั้นจะประกอบไปด้วยเที่ยวรถไฟของออสเตรียและเยอรมันรวมกันเป็นเส้นทางนี้ ซึ่งจะคุณจะต้องเปลี่ยนรถไฟ 3 ครั้ง แล้วก็เปลี่ยนเป็นรถเมล์เข้า Fussen ที่สถานีปลายทาง Reutte in Tirol เมืองชายแดนออสเตรีย-เยอรมัน...แล้วบางคนอาจจะงงว่าทำไมเราไม่ถึงซื้อจากเว็บ OBB ละค่ะ...คำตอบคือ มันแพงกว่าค่ะ...ยังไงแล้ว ถ้าใครสนใจจะเดินทางเส้นทางนี้ ก็ลองตรวจสอบได้นะคะ..ตามความสะดวกของเงินในกระเป๋าคุณ..(ปล..วิวในเส้นทางนี้สวยใช้ได้ทีเดียว...ซึ่งรถไฟจะวิ่งลัดเลาะไปตามเนินเขาเตี้ย ๆ สลับกับภูเขาสูง)
กว่าเราจะมาถึง Fussen ก็เล่นเอางง เพราะเราจะต้องมาขึ้นรถเมล์ที่สถานีรถไฟปลายทาง ซึ่งข้อมูลในตั๋วกับสายรถเมล์ไม่ตรงกับความเป็นจริง แต่คุณก็สามารถตรวจสอบได้ที่ป้ายรถเมล์นะคะ..เค้าจะมีป้ายบอกว่าจะต้องขึ้นสายไหน..หรือถ้าไม่แน่ใจก็ถามคนขับรถเมล์ได้ค่ะ...และตั๋วที่เราซื้อมาในเว็บ DB Bahn รวมรถเมล์แล้วด้วย..เลยสะดวกไม่ต้องเสียเวลาซื้อตั๋วใหม่ ก็แค่โชว์ตั๋วให้กับคนขับรถ....(ปล. แนะนำให้ซื้อตั๋ว Online ผ่านทางเว็บไซต์เลยนะคะ..ถ้าคุณมั่นใจในตารางการเดินทางของคุณ เพราะมันง่ายกว่าการซื้อตั๋วผ่านหน้าเคาน์เตอร์อีกค่ะ)
เที่ยงกว่า ๆ ก็มาถึง Fussen โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินหาโรงแรมให้วุ่นวาย เพราะโรงแรมอยู่ติดกับป้ายรถเมล์ หน้าสถานีรถไฟ Fussen เลย...พอ check in เสร็จ เราก็ไปหาอะไรทาน แต่โชคไม่ดีเท่าไหร่ที่วันที่เราไปฝนตกปรอย ๆ จนทำให้ จขกท. ขี้เกียจออกไปข้างหน้า ขอนอนเอาแรงดีกว่า...แต่สมาชิกบางคนก็ไปหากิจกรรมทำกัน โดยการปั่นจักรยาน..ชมวิวเมือง Fussen ขอบอกนะคะ..ว่า จขกท. พลาดมากสำหรับกิจกรรมนี้...เพราะมันโรแมนติกอีกแล้วค่ะ...น้อง ๆ เค้าปั่นกันไปทะเลสาบใกล้ ๆ เมือง..ซึ่งวิวนั้นก็ฟินอีกแล้วค่ะ...พวกเค้าส่งรูปมาให้ จขกท. ทาง Line ทำได้เพียงแค่อิจฉาค่ะ...ใครไปที่นี่แล้วมีเวลาลองไปปั่นจักรยานดูนะคะ...พอพระอาทิตย์ตกดิน..พวกเราก็หาอาหารค่ำทานกัน...แต่ก็ไปไหนไม่ได้ไกลมากนัก เพราะฝนยังตกอยู่ รีบ ๆ กิน รีบ ๆ กลับ เพื่อมานอนเอาแรงสำหรับวันพรุ่งนี้ที่ ปราสาท นอยชวานสไตล์....

รุ่งเช้าที่อากาศแตกต่างกับเมื่อวานโดยสิ้นเชิง เราก็รีบขึ้นรถเมล์ที่ต้นทางอยู่หน้าโรงแรมเราเลย...จขกท. ซื้อตั๋วรถเมล์ทั้งไปและกลับปราสาทนอยชวานสไตล์ ทางเว็บไซต์ DB Bahn เช่นเดียวกันนะคะ..(ปล. ไม่คิดว่าจะซื้อได้ 555 สรุปว่าเป็นเว็บไซต์ที่รวมการเดินทางทุกประเภทของเยอรมันไว้ในที่เดียว)
แปดโมงกว่าเรา ๆ ก็ถึงจุดขายตั๋วหน้าทางขึ้นปราสาท (อ๋อ!! เราใช้เวลาเพียง 5-10 นาทีจาก Fussen เท่านั้น) แล้วก็จัดแจงหาซื้อตั๋วเข้าไปเที่ยวปราสาท แบบธรรมด๊า…ธรรมดา 12eur (neuschwanstein.de) โดยเราสามารถเลือกว่าจะ เดิน นั่งรถม้า หรือรถเมล์ ขึ้นไปบนปราสาท ซึ่งค่าบริการก็แตกต่างกันไปนะคะ...ครั้งนั้นเราเลือกรถเมล์ตอนขาขึ้น ซึ่งจะมาส่งคุณใกล้ ๆ กับ Marine Brucke สะพานที่อยู่ระหว่างหุบเขา ซึ่งทำให้คุณสามารถเก็บภาพตัวปราสาทได้แบบเต็ม ๆ ...พออิ่มเอมกับการถ่ายรูปบนสะพานแล้วก็เดินเตร็ดเตร่มาเรื่อย ๆ จนถึงตัวปราสาท โดยไม่ได้รู้มาก่อนเลยว่าเค้ามีรอบเข้าที่ระบุไว้ที่หน้าตั๋ว ซึ่งจะมีจอมิเตอร์อยู่หน้าทางเข้า...ปรากฏเราไปถึง รอบของเราก็ผ่านไปแล้ว ต้องวุ่นวายไปที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของเปลี่ยนแปลงรอบกันยกใหญ่ (จุดนี้ต้องระวังนะคะ..เค้ามีสิทธิ์ปฏิเสธไม่ได้คุณเค้าไปก็ได้)
พวกเราทั้งหมดทึ่งกับประวัติการสร้างปราสาทที่พระเจ้าลุควิกเนตรมิตรไว้...ยิ่งใหญ่อลังการสมกับเป็นที่ท่องเที่ยวระดับโลกจริง ๆ แต่ด้านในไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปนะคะ..ซึ่งการทัวร์ปราสาทนั้นใช้เวลาประมาณชั่วโมงก็เสร็จค่ะ....
เรามีนัดกับรถ shuttle bus ที่จะไปส่งเราที่ Cesky Krumlov ประมาณ บ่ายสองโมง ซึ่งเค้ามาตรงเวลามาก...เหตุผลทำไมเราถึงต้องเหมารถไปนั่นเหรอค่ะ...มันมาจากกระทู้นี้ค่ะ เคยไปแปะตั้งคำถามไว้ค่ะ..เลยได้คำตอบมาว่าเช่ารถดีที่สุด เหมาะที่สุด สะดวกที่สุด คุณ ๆ สามารถศึกษารายละเอียดจากเว็บไซต์นี้ได้เลยนะคะ.. (ckshuttle.cz) เค้ามีบอกไว้หมดว่าจากไหนไปไหน ราคาเท่าไหร่..รับส่งกันแบบ door to door เลยค่ะ.. ติดต่อสอบถามได้เลยค่ะ
การเดินทางไป Cesky Krumlov จาก Fussen เนี่ยจะใช้เวลาศิริรวมแล้วประมาณ 5 ชั่วโมงนะคะ..เราไปถึงโรงแรมในเชสกี้ ประมาณทุ่มนึง เข้า Check in แล้วก็หาไรกิน แล้วก็เข้านอน เพราะเหนื่อยจากการเดินทาง และการเดินค่ะ...

วันนี้เรามีเวลาถึง 5 โมงเย็นก่อนจะขึ้นรถบัสกลับ Prague ค่ะ..ถ้าพูดถึง Cesky Krumlov ถือว่าเป็นเมืองที่โรแมนติกเมืองนึงเลยนะคะ..แต่อาจจะไม่มีกิจกรรมอะไรทำมากมายเหมือน Salzburg หรือ Innsbruck แต่มันก็เหมาะสำหรับการถ่ายรูป, นั่งชิล ๆ ฆ่าเวลาไปเรื่อย ๆ ซึมซับกับมนเสน่ห์ความเก่าของเมือง หรือจะขึ้นไปชมวิวบนหอคอยปราสาทกลางเมืองก็ได้...
ใกล้เวลาเราก็มาเก็บข้าวของเตรียมเดินทางไปขึ้นรถบัส ซึ่งใช้เวลาเดินจากโรงแรมประมาณ 10-15 นาทีก็มาถึงจุดรอขึ้นรถบัสค่ะ.. เส้นทางนี้เราใช้บริการของ Student Agency ที่มีรถวิ่งไปกลับระหว่าง Prague กับ Cesky Krumlov ทุกชั่วโมง และ ใช้เวลาเดินทางประมาณสองชั่วโมง (ปล.ความกว้างของที่นั่งไม่แตกต่างกับ Orangeways แต่ที่พิเศษคือมีเครื่องดื่ม และหูฟังให้เอนเตอร์เทน ฟังเพลง ดูหนังในรถค่ะ)
เวลาสองทุ่มเราก็เดินทางมาถึง Prague โดยรถจะมาส่งเราที่ Praha, Na Knížecí ซึ่งจะเป็นจุดรับส่งสำหรับคนเดินทางในประเทศเชค และใกล้ ๆ กันก็เป็นสถานี Subway ชื่อ Andel ที่คุณสามารถเดินทางต่อเข้าไปจุดต่าง ๆ ในปรากได้.และโชคดีที่ จขกท. ได้ซื้อตั๋ว 30 นาทีไว้ตั้งแต่แรกที่มาถึง เลยประหยัดเวลาไม่ต้องไปหาซื้อตั๋ว หรือแลกเงินให้วุ่นวายที่สถานี...
ใช้เวลาไม่นานเราก็มาถึงโรงแรมที่เราพักในคืนแรก...บางคนยังมี Energy ออกไปท่องราตรี หรือว่าสลายเงินเชคกัน โดย จขกท. ก็ไปร่วมแจมกับน้อง ๆ ที่ร้านอาหารเชคชั้นใต้ดินของโรงแรม..ซึ่งขอแนะนำให้ไปลองทานกันดู ถ้าใครเป็นคนที่ชอบลองของใหม่ ๆ โดยเฉพาะเรื่องอาหาร พอทานเสร็จ เราก็กลับขึ้นมาอาบน้ำนอน แพ็คของเพื่อเตรียมตัวกลับกรุงเทพฯ ในวันรุ่งขึ้น...

เรามีเวลาครึ่งวันเพื่อเก็บตกสิ่งที่ทุกคนพลาดในวันแรก..ซึ่งแต่ละคนก็จะมีภารกิจแตกต่างกัน...เรียกได้ว่า Freeday Freetime แต่ จขกท. มีสิ่งที่ต้องทำก่อนกลับกรุงเทพ นั่นคือการไปเก็บภาพวิวเมืองบนหอคอยนาฬิกาโบราณ ถือว่าเป็น Mission นึงในทริปนี้เลยก็ว่าได้ ซึ่งเค้าบอกมาว่ามันถ่ายรูปได้สะดวกกว่าหอคอยปราสาทปรากเสียอีก...เลยไม่รอช้าอาบน้ำ อาบท่าเดินไปหอนาฬิกา ตอนแปดโมงเช้า ซึ่งเป็นเวลาที่เค้าเปิดบริการ...จัดแจงซื้อตั๋วขึ้นไปข้างบน ถ้าจำไม่ผิดน่าจะประมาณ 50 โครนเชคนะคะ...พอขึ้นลิฟท์ไปถึงข้างบนก็ฟินทันที...บ้านเรือนหลังสีแดงเต็มไปหมด..มันช่างโรแมนติกสะจริง..
ข้อดีของการตื่นเช้า คือเราจะได้ถ่ายรูปวิวแบบไม่ติดคนเลยยย.....จขกท. เชื่อว่า วิธีนี้สามารถใช้ได้กับทุกสถานที่ดัง ๆ ทั่วโลกเลยนะคะ
ถ่ายรูปแบบหนำใจแล้วก็เดินกลับโรงแรมเพื่อเตรียมตัวไปสนามบิน ระหว่างทางก็เจอตลาดขายของเช้า เลยหาของฝากกลับเจ้านาย เพื่อนที่ออฟฟิศ ส่วนวิธีไปสนามบินก็เหมือนกับตอนขามานะคะ..ไม่มีอะไรแตกต่างกันเลยย...คุณ ๆ สามารถหาอ่านรายละเอียดได้จากวันแรกค่ะ...ซึ่งพวกเราทั้ง 8 มาถึงกรุงเทพของเช้าวันที่ 27 โดยสวัสดิภาพค่ะ...

มาดูกันก่อนว่า 60,000 บาทเราหมดไปกับอะไรบ้าง
ค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นราคาต่อคน และไม่รวมค่าทำวีซ่า, ประกัน กับค่าซื้อของฝาก...ซึ่งถ้าใครสนใจอยากจะตามรอย จำนวนสมาชิกในทริปก็เป็นสิ่งสำคัญที่เป็นตัวแปรของค่าใช้จ่ายดังกล่าว โดยเฉพาะที่พัก กับค่าเดินทาง...รวมถึงค่าเงินด้วยค่ะ..เพราะตอนที่พวกเราไปนั้นค่าเงินอยู่ประมาณ 42-43 บาทต่อยูโร
และหลังจากเรากลับมาแล้วบอกใคร ๆ ว่าเราหมดเงินไปเท่าไหร่กับทริปนี้ ทุกคนที่เรารู้จักบอกเป็นเสียงเดียวกันเลยว่าทำได้ยังไง ไม่น่าเชื่อ หรือตกใจ ซึ่งมันขัดกับสิ่งที่รู้ว่าการยุโรปอย่างน้อยก็ต้องหมดกันเป็นแสน แต่สำหรับพวกเราที่เดินทางนอน Hostel ใช้ระบบขนส่งสารธารณะท้องถิ่น บวกกับไม่ได้กินหรู แต่ก็ไม่ได้หิวโซ...เอาเป็นว่าไปเที่ยวแบบ Balance ที่ทุกคนรับได้ ไม่ได้ดี หรือไม่ประหยัดจนเที่ยวไม่สนุก...ซึ่งสิ่งที่เราได้รับกลับมามันคือความทรงจำ ประสบการณ์ที่เงินซื้อไม่ได้ นอกจากคุณจะต้องไปสัมผัสเอง...
ก่อนจาก ก็ต้องขอขอบคุณสมาชิกห้องบลูทุกท่านที่ให้ความสนใจกระทู้ของเรานะคะ...คิดว่าสิ่งที่ จขกท. ได้แบ่งปันจะเป็นประโยชน์ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุก ๆ คนไม่ใช่แค่มนุษย์เงินเดือนอย่างเดียวนะคะ...จขกท.เชื่อว่า ถ้าเราตั้งใจที่จะทำให้มันเป็นจริงแล้ว..มันก็กลายเป็นจริงค่ะ...
และสำหรับใครที่อยากจะเดินทางไปต่างประเทศแบบถูก ๆ คุณอาจจะต้องเสียเวลากับการหาข้อมูลนะคะ..เพราะข้อมูลเหล่านั้นจะเป็นประโยชน์ต่อคุณในการบริหารงบ หรือความรู้ติดตัวไว้ อยากจะบอกว่า จขกท. หาข้อมูลทุกวัน จนเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งมันก็ไม่ได้ง่ายนะคะ..ถ้าเราพยายาม..ซึ่ง Google สามารถให้คุณได้ทุกอย่างค่ะ..






