7 ทางเลือกเมื่อจ่ายเบี้ยประกันชีวิตต่อไม่ไหว ทำไงดี ?

         ประกันชีวิต ทำไปแล้วแต่จ่ายเบี้ยประกันต่อไม่ไหว จำเป็นต้องปิดกรมธรรม์ไปเลยหรือเปล่า มีแนวทางไหนแนะนำบ้าง มาวางแผนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองกัน 
ประกันชีวิต

          ประกันชีวิต เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างหลักประกันความมั่นคงให้ชีวิตของเราและครอบครัวมากขึ้น จึงมีหลายคนเริ่มสนใจทำประกันชีวิตเพื่อใช้วางแผนทางการเงินในอนาคต แต่ก็อย่างที่ทราบกันดีว่า การทำประกันชีวิตจะต้องจ่ายเบี้ยประกันตามที่ตกลงไว้จนครบกำหนดสัญญาถึงจะได้รับความคุ้มครองต่าง ๆ ตามที่กรมธรรม์ระบุไว้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ต้องจ่ายเบี้ยประกัน 5 ปี 10 ปีขึ้นไป และกว่าจะได้เงินคืนก็ยาวไปอีกหลายปี หรือต้องรอจนแก่ก็มี

          ทีนี้ปัญหาก็บังเกิด เพราะตอนที่เซ็นสัญญาทำประกันชีวิต เราก็คิดว่าตัวเองคงมีเงินจ่ายทุกปี แต่พอผ่านไปสักระยะหนึ่ง เกิดมีความจำเป็นต้องใช้เงินขึ้นมา แบบนี้จะให้จ่ายเบี้ยประกันต่อก็คงไม่ไหว แต่ครั้นจะหยุดจ่าย ยอมทิ้งกรมธรรม์ไปเลยก็ชักเสียดายเงินที่จ่ายไป แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ ?

          เอาเป็นว่าอย่าเพิ่งคิดหนัก เพราะจริง ๆ แล้ว หากเราจ่ายเบี้ยประกันไม่ไหว ก็ไม่จำเป็นเสมอไปที่จะต้องยกเลิกกรมธรรม์ทันที ยังมีอีกหลายวิธีที่ช่วยทำให้เราสามารถถือกรมธรรม์ประกันชีวิตต่อไปได้ เอ้า...ลองมาดูกัน

1. ขอลดทุนประกันชีวิต
         
          เป็นวิธีที่ช่วยให้เราส่งเงินเบี้ยประกันน้อยลงกว่าเดิม จึงมีโอกาสมากขึ้นที่จะสามารถส่งเบี้ยประกันต่อไปได้จากภาระทางการเงินที่ลดลง ซึ่งการขอลดทุนประกันชีวิต เราจะถูกตัดสิทธิ์ที่ได้รับบางอย่างออกไป เช่น ค่ารักษาพยาบาล, ค่าชดเชยรายได้, ความคุ้มครองโรคร้ายแรง เป็นต้น ขึ้นอยู่กับการตกลงของเรากับบริษัทประกัน

          สำหรับทางเลือกนี้เหมาะกับคนที่ยังเห็นความสำคัญของประกันชีวิต แต่มองว่าเงื่อนไขเดิมที่ตนเองส่งอยู่ เกินความสามารถที่จะส่งไหว ดังนั้น การขอลดเงินทุนประกันชีวิตลงมาให้เหมาะสมกับกับตนเอง อย่างน้อยก็ทำให้ยังมีสัญญาประกันชีวิตอยู่ เพื่อคุ้มครองเวลาเกิดเหตุไม่คาดฝัน

2. ขอเปลี่ยนงวดชำระเบี้ยประกัน

          โดยทั่วไปการชำระเบี้ยประกันชีวิตมักกำหนดให้จ่ายเป็นรายปี ทำให้หลายคนมีปัญหาไม่สามารถหาเงินมาจ่ายเบี้ยประกันได้ เพราะต้องจ่ายเป็นเงินก้อนใหญ่ทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม เราสามารถแก้ปัญหาด้วยการขอเปลี่ยนวิธีการชำระเบี้ยประกันให้ถี่ขึ้น อาจจะเป็นแบบ 3 เดือน 6 เดือน หรือรายเดือนเลยก็ได้

          ทางเลือกนี้มีข้อดี คือ ผู้ถือประกันไม่ต้องจ่ายเงินก้อนโตทีเดียว รวมถึงยังคงได้รับความคุ้มครองเท่าเดิม แต่ก็ต้องยอมแลกด้วยการจ่ายเป็นงวดที่ยิบย่อยขึ้น รวมทั้งระยะเวลาแต่ละงวดมีความกระชั้นชิดขึ้นนั่นเอง

ประกันชีวิต

 3. จ่ายเบี้ยประกันในช่วงระยะเวลาผ่อนผัน

          ถ้าเลยวันกำหนดจ่ายเบี้ยประกันไปแล้ว แต่เราจ่ายไม่ทัน ทางบริษัทประกันจะมีระยะเวลาผ่อนผันให้ 31 วันนับตั้งแต่วันครบกำหนด โดยที่เรายังคงได้รับความคุ้มครองตามปกติ เพราะฉะนั้นเราจึงสามารถใช้ช่วงเวลานี้ หาเงินให้พอสำหรับไปจ่ายเป็นค่าเบี้ยประกันได้

          ทั้งนี้ บางคนอาจจะเลือกใช้บัตรเครดิตมาหมุนจ่ายค่าเบี้ยประกันไปก่อน แต่ต้องระวังให้ดีด้วยว่าเรามีความสามารถพอที่จะหาเงินมาจ่ายคืนได้ไหม เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะเป็นทั้งหนี้บัตรเครดิต และโดนยึดกรมธรรม์พร้อมกันโดยไม่รู้ตัว
 
4. ขอกู้เงินจากกรมธรรม์ของตนเอง

          เป็นวิธีที่หลายคนไม่ค่อยรู้กันว่าเราสามารถขอกู้เงินจากกรมธรรม์ประกันชีวิตของตัวเองได้ ตามวงเงินเบี้ยประกันชีวิตที่ได้จ่ายไปแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งมีข้อดี คือ ไม่ต้องใช้หลักฐานทางการเงินอะไรประกอบในการกู้ ทำให้เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีเงินจ่ายค่าเบี้ยประกัน แต่ยังอยากให้มีความคุ้มครองอยู่ ก็สามารถใช้วิธีกู้เงินมาจ่ายก่อนได้ แต่ต้องอย่าลืมว่าการกู้เงินจากกรมธรรม์ของตัวเองนั้น ก็มีภาระอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเช่นกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับสัญญาของแต่ละบริษัทประกัน

ประกันชีวิต

          ส่วนใครที่คิดว่าไม่ต้องการจะจ่ายเบี้ยประกันชีวิตตัวนี้ต่อไปอีกแล้ว ก็มีทางให้เราเลือกใช้อยู่ด้วยกัน 3 แบบ คือ

1. ขอเวนคืนมูลค่าเงินสด

          คือ การยกเลิกกรมธรรม์ และหยุดจ่ายเบี้ยประกันไปเลย นั่นหมายความว่า สัญญาที่ได้ทำไว้จะถือว่าสิ้นสุดทันที ไม่มีความคุ้มครองอีกต่อไป แต่เราจะได้เงินก้อนหนึ่งกลับคืนมา โดยจำนวนเงินที่ได้คืนนั้น ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่จ่ายเบี้ยประกันมาแล้ว

          การเลือกใช้วิธีนี้ มีข้อดีคือ ทำให้ได้รับเงินก้อนคืนทันที เหมาะกับในกรณีฉุกเฉินที่ต้องการเงินสดเร่งด่วน หรือไม่ต้องการความคุ้มครองอีกต่อไปแล้ว แต่อยากแนะนำว่าควรเลือกเป็นวิธีสุดท้าย เพราะส่วนมากแล้วเงินที่ได้คืนนั้น มักจะได้น้อยกว่าที่เราจ่ายไปอยู่มาก

2. ขอใช้เงินสำเร็จ

          เป็นการหยุดจ่ายเบี้ยประกัน โดยที่สัญญากรมธรรม์ยังคงอยู่ และมีความคุ้มครองต่อไปจนครบสัญญาเหมือนเดิม แต่ความคุ้มครองและเงินประกันที่ได้รับจะปรับลดลง สำหรับวิธีนี้เหมาะกับคนที่ไม่ได้รีบร้อนใช้เงิน และไม่ได้เน้นความคุ้มครองของกรมธรรม์มาก แต่ยังคงต้องการให้มีประกันชีวิตคุ้มครองไปยาว ๆ จนครบสัญญา

3. ขอขยายเวลา

          เป็นทางเลือกที่คล้ายกับวิธีเงินสำเร็จ คือ มีการหยุดจ่ายเบี้ยประกัน ต่างกันที่ทางเลือกนี้ความคุ้มครองของกรมธรรม์จะยังอยู่เท่าเดิม แต่ระยะเวลาคุ้มครองจะลดน้อยลงจากเดิม ซึ่งแบบขยายเวลามีข้อดีตรงที่เรายังได้รับเงินประกันเท่าเดิม แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ระยะเวลาคุ้มครองจะสั้นกว่าแบบเงินสำเร็จนั่นเอง
 
          หวังว่าทุกคนจะได้แนวทางจัดการกรมธรรม์ประกันชีวิต เพื่อเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉินที่ไม่มีเงินจ่ายเบี้ยประกัน หรือในตอนที่ไม่ต้องการความคุ้มครองแล้ว โดยสามารถนำทางเลือกทั้งหมดไปปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์และความต้องการของตนเองได้เลย เพื่อช่วยลดภาระทางการเงินของเรา รวมถึงใช้ผลประโยชน์ต่าง ๆ ของประกันชีวิตได้อย่างเต็มที่มากขึ้น


เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
7 ทางเลือกเมื่อจ่ายเบี้ยประกันชีวิตต่อไม่ไหว ทำไงดี ? โพสต์เมื่อ 21 สิงหาคม 2560 เวลา 15:15:28 22,480 อ่าน
อ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ..คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ เขียนเลย
TOP