LTF-RMF กองทุนประหยัดภาษี 2 ตัวนี้ต่างกันตรงไหน


 
           
            LTF กับ RMF กองทุนรวมที่ช่วยลดหย่อนภาษีทั้งคู่ แต่ทั้งสองประเภทนี้แตกต่างกันตรงไหน มาไขข้อข้องใจด้วยการเปรียบเทียบให้เห็นแบบชัด ๆ ไปเลย
 
            ใครมีรายได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคมของทุกปี เห็นทีจะไม่รู้จักกองทุน LTF และ RMF ไม่ได้เสียแล้วล่ะค่ะ เพราะกองทุนทั้งสองประเภทนี้ช่วยประหยัดภาษีให้เราได้มากเลย อย่างที่หลายคนพากันเรียกว่า "แฝดคู่สวยช่วยประหยัดภาษี" ฟังดูแล้วชักสนใจขึ้นมาแล้วสิ ว่ากองทุนทั้งสองประเภทนี้จะช่วยประหยัดภาษีได้อย่างไร แล้ว LTF และ RMF ต่างกันตรงไหนล่ะ ถ้าอยากรู้ คำตอบอยู่ข้างล่างนี่แล้ว...
 
LTF คืออะไร
 
            มารู้จักตัวแรกกันก่อนนะคะ "LTF" หรือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund) เป็นกองทุนรวมชนิดหนึ่งที่เน้นลงทุนในหุ้น กองทุนนี้ภาครัฐสนับสนุนให้จัดตั้งขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2547 เพื่อให้คนนำเงินมาลงทุนในสถาบัน (กองทุนรวม) ที่จะต้องเป็นการลงทุนระยะยาวในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อช่วยให้ตลาดทุนไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น และแน่นอนว่าสิ่งที่จูงใจให้คนนำเงินมาลงทุนก็คือ ผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์การขอคืนภาษีเงินได้นั่นเอง
 
            ทั้งนี้ นโยบายของกองทุน LTF จะเน้นลงทุนในหุ้นสามัญที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งแต่ละกองทุนของแต่ละธนาคารก็จะเลือกลงทุนในหุ้นที่แตกต่างกันออกไป และบางกองทุนอาจมีเงินปันผลให้ด้วย 
 
LTF เหมาะกับใคร
 
            กองทุน LTF นี้ เหมาะกับผู้ที่มีเงินได้ต้องการลดหย่อนภาษี และไม่มีความชำนาญหรือไม่มีเวลาติดตามการลงทุนอย่างใกล้ชิด และต้องเป็นผู้รับความเสี่ยงสูงได้ เนื่องจากกองทุน LTF เน้นลงทุนในหุ้น แต่ถ้าใครรับความเสี่ยงได้ไม่มากนักอาจเลือกกองทุน LTF ที่มีจำกัดการลงทุนในหุ้นไม่เกิน 70% ส่วนอีก 30% ลงทุนในตราสารหนี้ เพื่อลดความเสี่ยงจากหุ้นก็ได้เช่นกัน
 
เงื่อนไขการลงทุน LTF
 
            ก่อนจะกระโจนเข้าไปร่วมลงทุนในกองทุน LTF จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ถึงเงื่อนไขของการลงทุนเสียก่อน ไม่เช่นนั้นเกิดทำผิดเงื่อนไขขึ้นมา นอกจากจะไม่ได้ภาษีคืนแล้ว ยังต้องเสียค่าปรับเพิ่มด้วยนะ โดยสิ่งที่ต้องรู้ก็คือ
 
            1. กองทุน LTF ไม่จำเป็นต้องซื้อทุกปี แต่หากซื้อปีไหนก็สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เฉพาะในปีนั้น
 
            2. จำนวนเงินที่จะซื้อกองทุน LTF ได้นั้น ไม่ได้กำหนดขั้นต่ำไว้ แต่กำหนดเพดานสูงสุดคือ ต้องไม่เกิน 15% ของรายได้ตลอดปี โดยเงินที่นำไปลงทุนสามารถนำมาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามที่ลงทุนจริง และตามฐานภาษีของตนเอง
 
            เช่น นายเอ มีรายได้ทั้งปี 500,000 บาท เสียภาษีอัตรา 10% นายเอ สามารถซื้อ LTF ได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ คือซื้อได้ไม่เกิน 75,000 บาท หากนายเอซื้อ LTF ไปทั้งหมด 75,000 บาท เงินจำนวนนี้สามารถลดหย่อนภาษีได้เป็นเงิน 7,500 บาท
 
            3.หากซื้อกองทุน LTF ภายในปี 2559 ต้องลงทุนอย่างน้อย 5 ปีปฏิทิน จึงจะได้สิทธิลดหย่อนภาษี วิธีการนับให้นับตามปีปฏิทิน (ไม่ต้องให้วันชนวัน) เช่น ซื้อ LTF ในวันที่ 27 ธันวาคม 2556 จะครบกำหนดขายคืนได้ในอีก 5 ปีปฏิทิน คือ วันที่ 2 มกราคม 2561 ซึ่งนับ ๆ ดูแล้วเท่ากับลงทุนเพียง 3 ปีเศษ ๆ เท่านั้นเอง
 
            4. หากลงทุนครบเงื่อนไข 5 ปีปฏิทินแล้ว เมื่อขายคืนหน่วยลงทุนแล้วได้กำไร ไม่จำเป็นต้องนำกำไรนั้นไปรวมคำนวณเสียภาษีเงินได้
 
            5. หากกองทุน LTF ที่เราลงทุนอยู่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล ต้องรู้ด้วยว่า เงินปันผลนี้ต้องเสียภาษี 10% ซึ่งสามารถเลือกแบบหัก ณ ที่จ่าย หรือไม่หัก ณ ที่จ่าย แล้วนำเงินมารวมคำนวณกับรายได้ทั้งปีก็ได้ แต่มีข้อแนะนำว่า หากใครฐานภาษีมากกว่า 10% ควรเลือกแบบหัก ณ ที่จ่ายจะดีกว่า เพราะการนำมารวมคำนวณกับเงินได้ทั้งปี จะทำให้เสียภาษีมากขึ้น
 
            6. สามารถสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนที่ถือครองอยู่ไปยังกองทุน LTF อื่นได้
 
            7. การขายหน่วยลงทุนคืนใช้หลักหน่วยลงทุนที่ซื้อก่อนจะถูกนำไปขายก่อน (First-In First-Out: FIFO) เช่น ซื้อ LTF ในปี 2551 2552 2553 2554 เมื่อถึงปี 2555 เราสามารถขายหน่วยที่ซื้อไว้ในปี 2551 ได้ แต่ยังไม่สามารถขายหน่วยที่ซื้อในปี 2552-2554 ได้ ต้องรอให้ครบ 5 ปีปฏิทินก่อนจึงสามารถขายได้ ดังนั้น หน่วยที่เราซื้อในปี 2554 จะสามารถขายได้เมื่อปี 2558
 
            อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงเงื่อนไขการลงทุน LTF ใหม่ โดยต่ออายุสิทธิการลดหย่อนภาษี LTF ไปจนถึงปี 2562 แต่ผู้ที่ลงทุนตั้งแต่ปี 2559-2562 ต้องลงทุนอย่างน้อย 7 ปีปฏิทิน (หรือ 5 ปี 2 วัน) โดยสามารถซื้อในวันที่ 31 ธันวาคมของปีแรกในการซื้อ และขายได้ในวันที่ 1 มกราคมของปีที่ 7 ให้สามารถนับเป็น 7 ปีได้ 
 
ถ้าผิดเงื่อนไขการลงทุนจะเป็นอย่างไร
 
            หากใครซื้อ LTF ไปแล้วตัดสินใจขาย LTF ก่อนครบกำหนดจะไม่ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี โดยจะต้องนำภาษีที่ขอคืนไปส่งคืนกรมสรรพากรพร้อมดอกเบี้ย 1.5% ต่อเดือน นับตั้งแต่เดือนเมษายนของปีที่ยื่นขอยกเว้นภาษี จนถึงเดือนที่ยื่นคืนเงินภาษี และยังต้องจ่ายภาษีในส่วนของกำไรที่ได้จากการขายหน่วยลงทุน LTF คืนด้วย
 
RMF คืออะไร
 
           มารู้จัก RMF กันบ้าง RMF คือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund) เป็นกองทุนรวมที่มีจุดประสงค์ให้เราได้ออมเงินระยะยาวไว้ใช้จ่ายในยามเกษียณอายุ ซึ่งคล้ายกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของภาคเอกชน และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ของข้าราชการ
 
           ทั้งนี้ นโยบายกองทุนมีหลากหลาย ไม่ได้มีแต่เน้นลงทุนในหุ้นอย่างเดียวเท่านั้น แต่มีให้เลือกตั้งแต่กองทุนที่มีระดับความเสี่ยงต่ำ เช่น กองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ความเสี่ยงปานกลาง ไปจนถึงความเสี่ยงสูง เช่น กองทุนหุ้น กองทุนทองคำ เป็นต้น
 
RMF เหมาะกับใคร
 
            ผู้ที่เหมาะจะลงทุนกองทุน RMF นั้น คือผู้ที่ต้องการออมเงินระยะยาวสำหรับใช้ในยามเกษียณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
 
            - ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งไม่มีสวัสดิการออมเงินเพื่อวัยเกษียณมารองรับ

            - ลูกจ้างที่นายจ้างยังไม่พร้อมที่จะจัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทำให้ลูกจ้างไม่สามารถสะสมเงินลงทุนเพื่อวัยเกษียณได้

            - ลูกจ้างหรือข้าราชการที่มีสวัสดิการออมเงินเพื่อวัยเกษียณอยู่แล้ว แต่ต้องการจะออมเพิ่มเติมให้มากขึ้น เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้เต็มวงเงิน 500,000 บาท ตามที่รัฐบาลให้การสนับสนุนและส่งเสริม
 
เงื่อนไขการลงทุน RMF
 
         เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับผู้ที่คิดจะลงทุน RMF เพราะมีรายละเอียดปลีกย่อย และข้อแตกต่างกับ LTF อยู่พอสมควร
 

         1. เมื่อลงทุนแล้ว ต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ระงับการซื้อหน่วยลงทุนเกินกว่า 1 ปีติดต่อกัน (ยกเว้นปีที่ไม่มีเงินได้ ก็ไม่ต้องลงทุน) อธิบายง่าย ๆ เลยก็คือ ถ้ามีรายได้ทุกปี อย่างน้อยต้องซื้อ RMF ปีเว้นปี หรือจะซื้อติดต่อกันทุกปีก็ได้ เพื่อไม่ให้ผิดเงื่อนไขของการลงทุน และสามารถซื้อกองทุน RMF ได้หลายกองทุน ไม่จำเป็นต้องซื้อกองทุนเดิมที่เคยซื้อเมื่อปีก่อน
 
         2. ต้องลงทุนขั้นต่ำ 3% ของเงินได้ในแต่ละปี หรือ 5,000 บาท แล้วแต่ว่าจำนวนใดจะต่ำกว่า เช่น มีเงินได้ทั้งปี 300,000 บาท ถ้าคิดเงินลงทุนขั้นต่ำที่ 3% จะเท่ากับ 9,000 บาท แต่เราไม่จำเป็นต้องลงทุน 9,000 บาท สามารถลงทุนเพียง 5,000 บาทซึ่งเป็นจำนวนเงินขั้นต่ำได้

         3. จะสามารถขายคืนหน่วยได้ก็ต่อเมื่อเราอายุ 55 ปีขึ้นไป และต้องลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก (การนับ 5 ปี ให้นับเฉพาะปีที่มีการซื้อหน่วยลงทุนเท่านั้น ถ้าปีใดไม่ลงทุน จะไม่นับว่ามีอายุการลงทุนในปีนั้น ๆ)
 
เช่น ปี 2557 นายบี อายุ 54 ปี ตัดสินใจซื้อ RMF เพื่อลดหย่อนภาษีในปี 2557 เมื่อถึงปี 2558 นายบีจะมีอายุครบ 55 ปี แต่ยังไม่สามารถขายคืนได้ เพราะนายบียังลงทุนไม่ถึง 5 ปี ดังนั้น นายบีต้องซื้อ RMF ไปอีก 4 ปี จึงสามารถขายคืนได้
 
         4. การนับปีของ RMF ต้องนับแบบวันชนวัน เช่น ซื้อ RMF เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2557 ก็จะสามารถขายคืนได้ในวันที่ 26 ธันวาคม 2561 (กรณีอายุครบ 55 ปี และลงทุนมานานเกิน 5 ปีแล้ว)
 
         5. เงินลงทุนในกองทุน RMF สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ในปีภาษีนั้น และเมื่อรวมเข้ากับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่ผู้ลงทุนมีอยู่ จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท
 
         6. กำไรที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุน (Capital Gain) ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ แต่หากใครลงทุนเกิน 15% ของเงินได้ หรือเกิน 500,000 บาท เมื่อขายคืนหน่วยลงทุนแล้วมีกำไร จะต้องนำกำไรที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุน (Capital Gain) นับเฉพาะเงินลงทุนส่วนที่เกิน ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย
 
         7. สามารถสับเปลี่ยนกองทุนได้ให้เหมาะสมกับสภาพตลาด และความต้องการในแต่ละช่วงเวลา เช่น เลือกลงทุนในพันธบัตรเพราะมีความเสี่ยงน้อย แต่ผลตอบแทนก็น้อยตามไปด้วย ปีถัดมาจึงเลือกกองทุน RMF ที่เน้นลงทุนในหุ้น ซึ่งมีความเสี่ยงมากกว่า แต่ผลตอบแทนก็มากกว่าเช่นกัน
 
ถ้าผิดเงื่อนไขการลงทุนจะเป็นอย่างไร

         กรณีการผิดเงื่อนไขการลงทุนจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ...
 
         - ระงับการซื้อหน่วยลงทุนเกินกว่า 1 ปีติดต่อกัน ทั้งที่ยังคงมีรายได้
         - ลงทุนขั้นต่ำไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
         - ขายคืนหน่วยลงทุนก่อนที่ผู้ลงทุนจะอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์
         - ขายคืนหน่วยลงทุนก่อนที่จะมีการลงทุนครบ 5 ปี
 
         ทั้งนี้ ผู้ทำผิดเงื่อนไขจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกต่อไป และต้องดำเนินการดังนี้
 
         - กรณีลงทุนไม่ถึง 5 ปี ผู้ลงทุนต้องคืนเงินภาษีที่ได้รับยกเว้นไปในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (นับตามปีปฏิทิน) และกำไรที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุน จะต้องนำไปรวมเป็นเงินได้ในปีที่ขายคืนเพื่อเสียภาษีด้วย
 
         - กรณีลงทุนตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ผู้ลงทุนต้องคืนเงินภาษีที่ได้รับยกเว้นไปในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (นับตามปีปฏิทิน)
 
         ทั้งนี้ การจ่ายภาษีเงินต้องชำระภายในเดือนมีนาคมของปีถัดจากปีที่ผิดเงื่อนไข หากจ่ายคืนช้าต้องจ่ายเบี้ยปรับเงินเพิ่มอีก
 
ข้อแตกต่างของ LTF และ RMF
 
         ได้รู้จักกองทุนช่วยประหยัดภาษีไปแล้ว แล้วรู้หรือยังว่ากองทุนรวมสองประเภทนี้มีข้อแตกต่างกันตรงไหนบ้าง ถ้ายังไม่ค่อยแน่ใจ เรารวบรวมเป็นตารางมาให้ดูแบบง่าย ๆ ค่ะ

  กองทุน LTF  กองทุน RMF
วัตถุประสงค์การจัดตั้ง สนับสนุนการลงทุนระยะยาวในตลาดทุนผ่านกองทุนรวม เพื่อช่วยสร้างเสถียรภาพให้ตลาดทุนไทย สนับสนุนให้ประชาชนออมเงินไว้ใช้ในยามเกษียณ
 นโยบายกองทุน เน้นลงทุนให้ตราสารทุน (หุ้น)ของบริษัทจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 65%
ลงทุนหลากหลาย เช่น ตราสารหนี้ พันธบัตรรัฐบาล หุ้น ทองคำ ฯลฯ
 ระดับความเสี่ยง  มีความเสี่ยงสูง เพราะเน้นลงทุนในหุ้น  ความเสี่ยงตั้งแต่ต่ำไปจนถึงสูง ตามแต่นโยบายแต่ละกองทุน
 ใครเหมาะลงทุน ผู้ต้องการลดหย่อนภาษี และประสงค์ลงทุนในหุ้นระยะยาว
แต่ไม่มีความชำนาญ และสามารถยอมรับความเสี่ยงได้
ผู้ต้องการลดหย่อนภาษี ประสงค์ลงทุนในหุ้นระยะยาว
แต่ไม่มีความชำนาญ และสามารถยอมรับความเสี่ยงได้
รวมทั้งต้องการออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณ
 เงินลงทุนขั้นต่ำ ไม่กำหนด  ไม่น้อยกว่า 3% ของเงินได้ หรือไม่น้อยกว่า 5,000 บาท
ขึ้นอยู่ว่าจำนวนใดต่ำกว่า
 เงินลงทุนขั้นสูงสุด ไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปี  ไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปี และหากรวมกับ กบข. แล้ว
ต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี
 ระยะเวลาการลงทุน ไม่น้อยกว่า 5 ปีปฏิทิน  ไม่น้อยกว่า 5 ปี (นับแบบวันชนวัน)
และต้องอายุครบ 55 ปี ถึงขายคืนได้
 ความต่อเนื่องของการลงทุน ไม่จำเป็นต้องซื้อทุกปี แต่ละปีสามารถซื้อ LTF ได้หลายกองทุน  ต้องซื้ออย่างน้อยปีเว้นปี  แต่ละปีสามารถซื้อ RMF ได้หลายกองทุน
การขายหน่วยลงทุนคืน  หน่วยลงทุนที่ถูกซื้อก่อนจะถูกนำออกไปขายก่อน (FIFO) ขายได้เมื่อถือมาแล้ว 5 ปี (นับแบบวันชนวัน)
และต้องอายุ 55 ปีขึ้นไป
 การจ่ายเงินปันผล ขึ้นอยู่กับนโยบายของกองทุน  ไม่มีการจ่ายเงินปันผล
สิทธิประโยชน์ทางภาษี เงินซื้อหน่วยลงทุนใน LTF จะได้รับยกเว้นภาษีตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 15 % ของเงินได้ในแต่ละปี ทั้งนี้ เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 500,000  เงินซื้อหน่วยลงทุนจะได้รับยกเว้นภาษีเงินตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15 % ของเงินได้ในแต่ละปี
โดยเมื่อนับรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กบข. แล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
กำไรจากการขายคืน
หน่วยลงทุน
ไม่ต้องเสียภาษี ยกเว้นลงทุนเกินจำนวนสูงสุด ส่วนที่เกินต้องเสียภาษี ไม่ต้องเสียภาษี ยกเว้นลงทุนเกินจำนวนสูงสุด ส่วนที่เกินต้องเสียภาษี

 
         จะเห็นได้ว่า การลงทุนให้กองทุน LTF และ RMF นั้น มีข้อแตกต่างกันพอสมควร หากใครต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี และยังได้ออมเงินระยะยาวไปในตัว กองทุน LTF หรือ RMF ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจเช่นกันค่ะ 

 

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก

- ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
- สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

 



คิดอย่างไรกับเรื่อง: LTF-RMF กองทุนประหยัดภาษี 2 ตัวนี้ต่างกันตรงไหน ?

รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !

หุ้นไทยวันนี้

ราคาทองวันนี้

วันที่ 16 ส.ค 2560 , 14:11 น.
  • รับซื้อขายออก
  • ทองแท่ง19,950.0020,050.00
  • ทองรูปพรรณ19,586.7220,550.00
LTF-RMF กองทุนประหยัดภาษี 2 ตัวนี้ต่างกันตรงไหน โพสต์เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 เวลา 10:10:47 3,328 อ่าน แสดงความคิดเห็น
TOP