คู่มือสรุปการทำ Resume/CV ฉบับเบื้องต้น เพิ่มโอกาสได้งาน ถูกใจนายจ้าง

คู่มือการทำ Resume/CV

          สรุปคู่มือการทำ Resume/CV ฉบับเบื้องต้น เหมาะสำหรับใครที่ยังไม่มีไอเดียว่าจะเขียนแบบไหนดี มาดูวิธีการง่าย ๆ ที่ทุกคนสามารถทำตามกันได้เลย เพื่อเพิ่มโอกาสในการถูกเรียกสัมภาษณ์งาน

          Resume หรือ CV ถือเป็นใบเบิกทางสำคัญเพื่อใช้ในการสมัครงานหรือเรียนต่อ ซึ่งหากเราเขียน Resume/CV ได้ดี ก็ย่อมมีโอกาสมากขึ้นที่จะถูกเรียกสัมภาษณ์ แต่สำหรับใครที่ยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนแบบไหนดี ลองมาดูคำแนะนำของคุณ LUZINDA สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม กันเลย เพราะได้สรุปคู่มือการทำ Resume/CV ฉบับเบื้องต้นที่สามารถทำตามกันได้ง่าย ๆ เอาไว้แล้ว ใครอยากได้เคล็ดลับดี ๆ ก็ตามไปอ่านพร้อมกันได้เลย
    
คู่มือการทำ Resume/CV

คู่มือสรุปการทำ Resume, CV ฉบับเบื้องต้น โดย คุณ LUZINDA สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม 
    
          บทความนี้เป็นประโยชน์อย่างมากกับน้อง ๆ ที่จบใหม่ กำลังหาที่ฝึกงานหรือเรียนต่อแล้วยังไม่มีไอเดียว่าจะทำ Resume/CV ยังไงดี บทความนี้มีคำตอบให้น้อง ๆ ค่ะ
    
          โดยการสมัครงานหรือเรียนต่อในแต่ละที่นั้นอาจจะใช้ Resume หรือ CV ก็ได้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนด การมี Resume/CV ที่ดีนั้นก็เป็นเหมือนใบเบิกทางเล็ก ๆ ให้ HR ได้รู้จักเรา เพราะในบางกระบวนการ การรับสมัครนั้น ผู้สมัครจะต้องยื่นใบสมัครและ Resume/CV เข้าไปก่อนเพื่อพิจารณา เท่ากับเราจะมีโอกาสก้าวไปในด่านต่อไปหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติและ Resume/CV ของเรานั่นเอง

คู่มือการทำ Resume/CV

1. ความหมายและความแตกต่าง

          ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักไอเจ้าสองตัวนี้ก่อนว่ามันคืออะไรและแตกต่างกันอย่างไร

          Resume คือ การสรุปประวัติตนเองอย่างสั้น ส่วนมากใช้ 1-2 หน้าเท่านั้น

          CV หรือชื่อเต็ม ๆ ของเค้านั่นก็คือ Curriculum Vitae มาจากภาษาละตินที่แปลว่า ชีวประวัตินั่นเอง ในส่วนของ CV จะเป็นประวัติของเราอย่างละเอียด อาจจะมี 1-3 หน้าหรือมากกว่านั้น บางที่อาจจะกำหนดมาเลยว่า CV ไม่เกิน 3 หน้า เช่น งานในสถานทูตออสเตรเลีย

          สรุปแบบสั้น ๆ ลงไปอีก Resume ประวัติอย่างสั้น ไม่ควรเกิน 1-2 หน้า CV ประวัติอย่างยาว 2 หน้ากระดาษขึ้นไป
    
          CV เป็นเอกสารการสมัครงานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะหลายประเทศในภูมิภาคยุโรป เอเชียและตะวันออกกลาง CV อาจมีรูปแบบแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ แต่เนื้อหาหรือใจความสำคัญยังคงเหมือนกัน ในทางกลับกัน Resume นั้นจะค่อนข้างแพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกา หากเราต้องการสมัครงานในองค์กรหรือบริษัททั่วไปในสหรัฐฯ Resume มักเป็นเอกสารที่ใช้กันในวงกว้าง ส่วน CV คือเอกสารที่ใช้ในการสมัครงานในวงวิชาการ

2. ส่วนประกอบ

          เมื่อเรารู้ความหมายของมันแล้ว ต่อมาเราจะมาเจาะลึกกันว่าในแต่ละส่วนของ Resume/CV ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
    
เนื้อหาที่ต้องมีใน Resume

          - หัวเรื่อง (Heading)

          ซึ่งประกอบด้วย ชื่อผู้เขียนโดยใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ (Capital Letters) ซึ่งจะอยู่ด้านบนสุด ส่วนที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ให้ใช้อักษรตัวพิมพ์เล็ก (Low case letters)
    
          - จุดมุ่งหมาย (Objective)

          จุดมุ่งหมายหรือตำแหน่งที่ต้องการสมัคร (Career objective/Position sought) ถ้าต้องการสมัครในตำแหน่งใด ก็ให้ระบุชื่อตำแหน่งนั้น หรือไม่ก็อาจจะบอกเป็นสายงานที่ตนต้องการทำก็ได้

    
          - การศึกษา (Education)

          เช่น จบจากไหน สาขาวิชาอะไร จบเมื่อไหร่ แล้วให้ระบุการศึกษาที่จบมาล่าสุดไว้ก่อน กล่าวคือ อาจจะเรียงการศึกษาชั้นสูงสุดไปถึงต่ำสุด ซึ่งโดยมากขั้นต่ำสุดระบุแค่ชั้นมัธยม ไม่ต้องไปถึงชั้นประถม ผลการเรียนเป็นอย่างไร การศึกษาหลักสูตรพิเศษอื่น ๆ มีอะไรบ้าง 

          อะไรคือวิชาเอก (Major) วิชาโท (Minor) ส่วนปริญญาที่ได้รับ ก็ไม่ควรใช้คำย่อควรมีคำเต็มกำกับ และในกรณีที่จบจากต่างประเทศ ก็ควรระบุประเทศที่จบการศึกษานั้น ๆ มาด้วย เช่น  Master of Business Administration (MBA), USA, (ปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจจากประเทศสหรัฐอเมริกา)

          ส่วนการเขียนชื่อสถาบันการศึกษาและวิชาที่จบนั้น เราสามารถดูได้จากใบแสดงวุฒิหรือผลการศึกษา ซึ่งอาจจะเป็น Degree Certificate, Transcript หรือ Mark Sheet ก็ได้
    
          - ประสบการณ์ (Experience)

          ประสบการณ์ในการทำงานนั้น มีความสำคัญอย่างมากในการสมัครงาน เพราะนายจ้างสามารถใช้รายละเอียดเหล่านี้ นำไปพิจารณาเกี่ยวกับตัวผู้สมัครได้ว่า เหมาะสมกับงานในหน่วยงานของตนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้วนักศึกษาจบใหม่ จะมีประสบการณ์น้อยหรือแทบไม่มีเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ควรระบุงานที่เคยทำมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทำเต็มเวลา (Full-time) หรือทำไม่เต็มเวลา (Part-time) หรือแม้แต่งานที่ทำโดยไม่มีค่าจ้างตอบแทนก็ตาม ซึ่งก็อาจจะเป็นกิจกรรมพิเศษหรือกิจกรรมนอกหลักสูตร (Special-Activities Or Extra-curriculum activities) เช่น เคยเป็นผู้นำนักศึกษาหรือหัวหน้าทีมนักกีฬา เป็นต้น

          ในกรณีที่เคยทำงานเต็มเวลา (Full-time employment) มาก่อนก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงงานที่ทำไม่เต็มเวลา หรือกิจกรรมอื่น ๆ มากนัก และควรบอกรายละเอียดที่สำคัญของงานที่เคยทำ คือ วันเดือนปีที่เคยทำงาน (Date of employment) รวมถึงชื่อและที่อยู่ของสถานที่ว่าจ้าง (Company's name and address)

          - คุณสมบัติพิเศษ (Special Qualifications)

          เกี่ยวกับคุณสมบัติพิเศษนี้ไม่ได้บังคับว่าจะต้องมี ถ้าไม่มีคุณสมบัติพิเศษอื่น ๆ ก็ตัดออกไป คุณสมบัติพิเศษที่กล่าวถึงนี้ เช่น ความสามารถทางด้านภาษา ด้านการเขียน หรือขับรถยนต์ได้ รู้เส้นทางดี เป็นต้น

          - รายละเอียดส่วนตัว (Personal Details)

          รายละเอียดส่วนตัวประกอบด้วย

          Sex = เพศ
          Age = อายุ
          Date of birth = วันเดือนปีเกิด
          Height = ความสูง
          Weight =น้ำหนัก
          Health = สุขภาพ (ใช้ Good health หรือ Excellent)
          Address = ที่อยู่
          Marital status = สถานภาพการสมรส (Married/Single) หรืออาจมีรายละเอียดเพิ่มเติม
          Religion = ศาสนา
          Military status = สถานภาพทางทหาร
          Place of birth = สถานที่เกิด
          Nationality = สัญชาติ
          Race = เชื้อชาติ

          ในส่วนนี้อาจจะเพิ่มงานอดิเรก (Hobbies) เข้ามาอีกก็ได้ถ้ามี เช่น ว่ายน้ำ (Swimming) ไต่เขา (Hiking) หรือสะสมแสตมป์ (Stamp-collecting) เป็นต้น
    
          - บุคคลอ้างอิง (References)

          บุคคลที่เป็นนายจ้างเก่าของเราจะเหมาะสมที่สุดสำหรับใช้เป็นบุคคลอ้างอิง แต่ถ้าเป็นไปไม่ได้อาจจะเป็นเพราะยังไม่ได้ออกจากงาน กลัวนายจ้างจะรู้ ก็อาจจะเปลี่ยนเป็นครู อาจารย์ที่เคยสอน เพื่อนร่วมธุรกิจ หรือบุคคลที่มีชื่อเสียง แต่ต้องไม่ใช่ญาติ หรือเพื่อนสนิทของเรา และที่เรียกว่าบุคคลอ้างอิง อีกนัยหนึ่งก็คือ บุคคลที่จะสามารถตรวจสอบประวัติและความประพฤติของเราได้ และควรอ้างมา 2-3 ท่าน พร้อมทั้งที่อยู่ที่จะติดต่อได้ และอาชีพของเขาเหล่านั้น

    
เนื้อหาที่ต้องมีใน CV

          1. ข้อมูลส่วนตัว (Personal information) : ชื่อนามสกุล ที่อยู่ อายุ วันเดือนปีเกิด เป็นต้น

          2. ประวัติการศึกษา (Education)

          3. ประสบการณ์ทำงาน (Work experience) : บอกถึงขอบเขตงานที่ทำ หน้าที่รับผิดชอบ

          4. ประสบการณ์การทำวิจัย (Research experience) 

          5. กิจกรรมนอกหลักสูตร (Extracurricular activities) : แนะนำว่าเราทำกิจกรรมนอกหลักสูตรอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมชมรม หรือการช่วยเหลือชุมชนต่าง ๆ

          6. รางวัล (Awards) : รางวัลที่เราเคยได้รับ ใบประกาศนียบัตรจากหลักสูตรและกิจกรรมต่าง ๆ

          7. ทักษะ (Skills) : ลองนึกดูว่าเรามีความสามารถด้านไหนบ้าง ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษา โปรแกรมคอมพิวเตอร์ การทำงานเป็นทีม

          8. จดหมายรับรอง (References) : ส่วนใหญ่คนที่จะเขียนจดหมายรับรองหรือเป็นผู้รับรองให้เราได้มักจะเป็นอาจารย์หรือเจ้านายของเรา
    
เขียน Personal Statement ให้เหมาะกับงานที่ทำ

          Personal Statement คือย่อหน้าเปิดของ CV ที่พูดถึงตัวเราแบบสั้น ๆ แต่เกี่ยวข้องกับงานหรือมหาวิทยาลัยที่เราต้องการสมัคร พยายามใส่ว่า เราทำอะไรมาแล้ว กำลังทำอะไรอยู่ และตั้งเป้าว่าจะทำอะไรต่อไป (เรามองเห็นอนาคตการทำงานของเราอย่างไร) แต่อย่าใช้คำสรรพนามว่า ‘I’ ถ้าเป็นไปได้ เพราะจะฟังดูไม่เป็นทางการเอาเสียเลย
    
3. รูปแบบ

          การจัดหน้าและรูปแบบฟอร์มนั้นจริง ๆ ก็มีหลายแบบท่านสามารถหาได้จาก Google ได้เลย ตัวอย่างเช่น

คู่มือการทำ Resume/CV

คู่มือการทำ Resume/CV

คู่มือการทำ Resume/CV

          ในส่วนของการออกแบบนั้นควรดูประเภทของงานและเลือกสีให้เหมาะสม หากต้องการ play safe ก็ควรเป็นสีและแบบฟอร์มที่เรียบ ๆ หากสมัครงานที่เกี่ยวข้องกับงาน design ก็จัดเต็มกันไปเลยค่ะ

4. โปรแกรมในการทำ

          4.1 Microsoft Word เชื่อว่าทุกคนคงไม่มีใครใช้โปรแกรมนี้ไม่เป็น

          4.2 Adobe illustrator + Adobe Photoshop เหมาะสำหรับผู้ที่ถนัดหรือมีความเชี่ยวชาญ




    
          4.3 โปรแกรม และ website อื่น ๆ ตัวอย่าง uptowork.com, aecjoblisting.com

          4.4 Infographic สำหรับมือใหม่แนะนำเป็น Infographic สามารถค้นหาได้ใน Google เลยค่ะมีหลายเว็บไซต์เค้าจะมีฟอร์มสำเร็จรูปที่เราสามารถเลือกมาแก้ไขหรือจะออกแบบเองก็เก๋ไปอีก เหมาะมาก ๆ กับน้อง ๆ ที่ไม่มีไอเดียว่าอยากทำในรูปแบบไหน อีกทั้งยังประหยัดเวลาอีกด้วย
    
มารู้จัก infographic กันให้มากขึ้น กระทู้รับรองไม่ผิดหวัง
    
5. ช่องทางการเพิ่มประสบการณ์

          Resume ก็โล่ง ประวัติก็ไม่รู้จะเขียนอะไร ประสบการณ์ก็ไม่มี ไม่ใช่ปัญหาค่ะ เพราะเราสามารถที่จะเพิ่ม Certificate ได้ฟรี ๆ หรือเสียตังค์ก็มีผ่านการเรียนออนไลน์ MOOC ลองค้นหาดูนะคะ ไม่ว่าจะเป็น edX, Coursera, Udemy, Thaimooc และอื่น ๆ อีกมากมาย ใช้เวลาไม่มากและสามารถเลือกหัวข้อความรู้ที่เราต้องการได้ค่ะ แบบอยากต่อโทบริหารแต่จบทำอาหาร ก็ลองลงเรียนเพื่อเอาใบประกาศดูเพื่อที่เราสามารถนำไปเขียนได้ว่าเราสนใจและเรียนเพิ่มเติมมา หรือจะลงคอร์สเรียนในไทยเพื่อเพิ่มพูนความรู้ก็ดีไม่น้อยค่ะ ไม่ก็เป็นงานอาสาสมัครก็น่าสนใจนะคะ

6. คำแนะนำ 

          6.1 ตรวจสอบความถูกต้อง ตัวสะกดต่าง ๆ

          6.2 Save เป็น File PDF จะดีกว่า

          6.3 ควรจะมีรูปตนเองอยู่ใน Resume ด้วย

          6.4 Resume ถ้าหากจะให้ดีควรมี 1 หน้าค่ะ (ความคิดเห็นส่วนตัว)

          6.5 หากภาษาดี เกรดดี หรือความสามารถที่โดดเด่นสอดคล้องกับงานที่สมัครอย่าลืมใส่ลงไปด้วยนะคะ

          6.6 เขียนให้ชัดเจน สั้น กระชับ

          6.7 Email ควรเป็นชื่อตนเอง เป็นทางการ
    
          คิดไม่ออกแล้ว เอาเป็นว่าหากท่านใดมีข้อไหนอยากทราบเพิ่มเติมเมนต์ได้เลยนะคะ ขอบคุณที่ติดตามรับชมค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก
คุณ LUZINDA สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม
คู่มือสรุปการทำ Resume/CV ฉบับเบื้องต้น เพิ่มโอกาสได้งาน ถูกใจนายจ้าง โพสต์เมื่อ 17 ตุลาคม 2560 เวลา 10:25:51 6,592 อ่าน แสดงความคิดเห็น

คิดอย่างไรกับเรื่อง: คู่มือสรุปการทำ Resume/CV ฉบับเบื้องต้น เพิ่มโอกาสได้งาน ถูกใจนายจ้าง ?

รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !
TOP