3 สาเหตุที่ลงทุนในหุ้นแล้วไม่รวย ได้กำไรน้อย ขาดทุนเยอะ

หุ้น

          ขาดทุนแล้วไม่กล้าตัดใจขายทิ้ง คิดว่าจะดีเหมือนในอดีตแม้สถานการณ์เปลี่ยนไป หรือลงทุนแล้วกำไรหน่อยเดียวก็เอา ถือเป็นพฤติกรรมที่นักลงทุนควรแก้ไข เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการลงทุนมากยิ่งขึ้น

          นักลงทุนไม่ว่าจะมือเก่าหรือมือใหม่ บางครั้งอาจมีคำถามคาใจว่า “ทำไมลงทุนไปแล้วไม่รวยสักที” เวลาได้กำไรก็ได้เพียงหลักพัน แต่พอขาดทุนขึ้นมาแต่ละทีกลับเป็นหลักหมื่น บางคนถึงกลับเครียด นอนไม่หลับไปหลายคืน จริง ๆ แล้วสิ่งเหล่านี้เกิดจากอะไร และเราจะแก้ไขได้อย่างไร เพื่อไม่ให้ลงทุนไปแล้วได้กำไรน้อย ขาดทุนเยอะ K-Expert มีคำตอบในเรื่องนี้มาฝาก

1. ขาดทุนแล้วไม่กล้าตัดใจขายทิ้ง

          เมื่อเราลงทุนไปแล้วเกิดหุ้นตก ตลาดหุ้นอยู่ในช่วงขาลง หลายคนขาดทุน แต่ก็ไม่กล้าตัดใจขายหุ้นทิ้งไป เปรียบเหมือนกับการที่เราซื้อตั๋วเข้าไปดูหนังที่คาดว่าจะสนุกสมกับที่รอคอยมานาน แต่พอฉายไปได้สักพักกลับพบว่าไม่สนุกเอาซะเลย คำถามคือ เราจะทำอย่างไรระหว่าง “ทนนั่งดูหนังต่อไป” หรือ “ตัดใจเดินออกจากโรงหนังตอนนั้นเลย”

          คนส่วนใหญ่มักเลือกดูหนังต่อไปทั้ง ๆ ที่ไม่สนุกด้วยเหตุผลหลักคือเสียดายเงิน ซึ่งถือเป็นความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเงินที่เราจ่ายไป เพราะอย่างไรเสียเราก็ได้จ่ายเงินจำนวนนั้นไปแล้ว ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ก็ตาม การที่เราทนนั่งในโรงหนังต่อไปก็แปลว่า เงินก้อนนั้นเราจ่ายไปเพื่อให้เกิดความทุกข์

          ดังนั้น เมื่อคิดดูให้ดีแล้ว เราควรตัดใจเดินออกจากโรงหนังแล้วเอาเวลาไปทำอย่างอื่นเพื่อให้ชีวิตเรามีความสุขมากกว่า การลงทุนก็เช่นกัน หากหุ้นตกและเห็นท่าไม่ดี ก็ควรตัดใจ เปลี่ยนไปหุ้นตัวอื่นที่มีแนวโน้มจะสร้างโอกาสใหม่ให้กับเราดีกว่า

หุ้น

2. คิดว่าจะต้องกลับมาดีเหมือนในอดีตแม้สถานการณ์เปลี่ยนไป

          เชื่อว่านักลงทุนหลายคนยึดติดกับราคาที่เคยซื้อขายในอดีต โดยหวังว่าเดี๋ยวราคาก็จะกลับขึ้นไปเหมือนเดิม ถือเป็นอคติที่เกิดจากการยึดมั่นกับสิ่งที่เราเคยเจอมา ทั้งนี้ หากเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี แต่ถูกปัจจัยที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลการดำเนินงานของบริษัทมากระทบ เช่น ความกังวลของตลาดโดยรวม ก็คงไม่เป็นไร เพราะราคาหุ้นมีโอกาสกลับไปสะท้อนราคาพื้นฐานที่ควรเป็น

          แต่ถ้าเกิดพื้นฐานหุ้นเปลี่ยนไปคือ ร่วงแล้วร่วงเลย ไม่กลับฟื้นมาอีก สุดท้ายนักลงทุนมักทนต่อไม่ไหวและขายแถว ๆ ราคาที่ต่ำเกือบจะที่สุด คือ ราคานอนแน่นิ่งไปแล้วนั่นเอง ดังนั้น แนะนำให้ศึกษา พิจารณาก่อนว่า ราคาร่วงลงมาเป็นเพราะอะไร พื้นฐานเปลี่ยนไปหรือไม่ ถ้าร่วงเพราะพื้นฐานเปลี่ยนก็ควรตัดใจขายทิ้ง แต่ถ้าไม่ใช่ก็ให้ใจเย็น ๆ แล้วรอจังหวะเข้าเก็บ

หุ้น

3. ลงทุนแล้วกำไรหน่อยเดียวก็เอา

 
          หลายคนลงทุนในลักษณะเคาะซื้อ เคาะขาย บ่อย ๆ แต่จริง ๆ แล้วคนที่ลงทุนแล้วรวยหรือประสบความสำเร็จมักอดทนพอที่จะถือยาวได้ อย่างกรณีของนักลงทุนท่านหนึ่งคือ เซอร์ จอห์น เทมเพิลตัน ซึ่งประสบความสำเร็จจากการลงทุนหลังกล้าเข้าซื้อหุ้นตอนช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ตอนนั้นตลาดหุ้นร่วงถึงขั้นเลือดสาดเต็มกระดาน โดยท่านใช้วิธีอดทนรอให้หุ้นขึ้นไปจนทำกำไร 300% ในเวลา 4 ปีแล้วค่อยขาย ซึ่งหากเป็นนักลงทุนอย่างเรา ๆ คงอดใจรอจนถึง 4 ปีไม่ได้แน่ ๆ ทำให้เสียโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น

          เมื่อรู้ถึงสาเหตุที่ทำให้ลงทุนแล้วได้กำไรน้อย ขาดทุนเยอะ พร้อมกับแนวทางแก้ไขแล้ว ลองนำคำแนะนำเหล่านี้ไปใช้ หรือถามตัวเองสักสองข้อว่า “หากหุ้นร่วงแรง ๆ ในภาวะที่ทุกอย่างดูเป็นวิกฤต เราจะกล้าเข้าซื้อไหม” และ “หากหุ้นขึ้นมาแล้ว เราจะอดทนรอให้กำไรงอกงามเต็มที่ก่อน โดยไม่ใจเร็วตัดขายก่อนไหม” หากตอบว่าไม่ใช่ข้อใดข้อหนึ่งหรือทั้งสองข้อก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เราจะได้รู้ตัวเองและหาวิธีปรับแก้กันต่อไปเพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น ขอให้ประสบความสำเร็จจากการลงทุนกันทุกคน

 

          K-Expert Action

          • ก่อนลงทุนในหุ้น ควรกันเงินไว้สำหรับใช้จ่ายยามฉุกเฉินอย่างน้อย 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน

          • เงินลงทุนในหุ้นควรถือลงทุนได้ระยะยาว 3-5 ปีขึ้นไป



ขอขอบคุณข้อมูลจาก



หุ้นไทยวันนี้

ราคาทองวันนี้

วันที่ 23 ก.ย. 2560 , 09:12 น.
  • รับซื้อขายออก
  • ทองแท่ง20,250.0020,350.00
  • ทองรูปพรรณ19,889.9220,850.00
3 สาเหตุที่ลงทุนในหุ้นแล้วไม่รวย ได้กำไรน้อย ขาดทุนเยอะ โพสต์เมื่อ 8 กันยายน 2560 เวลา 14:14:37 8,913 อ่าน แสดงความคิดเห็น

คิดอย่างไรกับเรื่อง: 3 สาเหตุที่ลงทุนในหุ้นแล้วไม่รวย ได้กำไรน้อย ขาดทุนเยอะ ?

รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !
TOP